
ความแตกต่างของราศีของโหราศาสตร์สายนะกับโหราศาสตร์นิรายนะ
ค่าอัยยะนางค์
ศ.เชตตรีฤทธิ์ ปิลไล
www.astrouranian.com
สิ่งหนึ่งที่นักโหราศาสตร์ทั่วไปสับสนอย่างมากก็คือค่าของอัยยะนางค์(ระยะห่าง)ระหว่างโหราศาสตร์สากล(สายนะ)กับโหราศาสตร์ไทย(นิรายนะ)
เช่นคนที่เกิดวันที่ 30 มีนาคม อาทิตย์กำเนิดอยู่ที่ ประมาณ10
องศา ราศีเมษ(สายนะ) และความจริงก็อยู่ตรงกลุ่มดาวฤกษ์ มีน
(นิรายนะ)ด้วยประมาณ 19 องศาราศีมีน(มองคนละมุม)
ข้อขัดแย้งนี้ทำความสับสนมากสำหรับคนที่สนใจในวิชาโหราศาสตร์ ก็เหมือนคนที่อยู่ในด้านมืดของดวงจันทร์ ทำให้ไม่แน่ใจว่าวิทยาศาสตร์โหราศาสตร์มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า ความสับสนนี้เกี่ยวกับดาวอาทิตย์ ณ วันที่ 30 มีนาคม อยู่ที่เดียวกันหรือเปล่าในท้องฟ้าทั้งของโหราศาสตร์สายนะและโหราศาสตร์นิรายนะ วันนั้นความจริงดาวอาทิตย์อยู่ในราศีเมษในเส้นระวิมรรคและอยู่ในกลุ่มดาวฤฏษ์ราศีมีนด้วย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเราพิจารณาคนละกรอบ ยกตัวอย่างว่า ถ้าอยู่กรุงเทพ ประเทศไทย เวลา 10 น. ต้องการติดต่อกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ ญี่ปุ่น โตเกียว เพื่อนที่โตเกียวจะว่า ที่โตเกียว เป็นเวลา 8 น. ทั้งคนต่างก็คิดว่าตนถูก แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปอีกก็ต้องพิจารณาเขตเวลา (โซนZone)ของแต่ละท้องที่ ด้วย
กลุ่มดาวฤกษ์มีหลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มก็มีดาวฤกษ์หลายดวง ตั้งแต่สมัยโบราณมานักโหราศาสตร์(รุ่นนั้น)จะคำนึงถึงกลุ่มดาวฤกษ์เป็นสำคัญเพราะการคำนวณยังเจาะลึกไม่ได้ ในท้องฟ้าดาวอาทิตย์พร้อมทั้งดาวเคราะห์อยู่ด้วยกันเป็นแถบๆหนึ่ง(สุริยะจักรวาล) และโคจรไปไม่มีวันหยุด (ทวนเข็มนาฬิกา) ผ่านราศีเมษ ราศีพฤษภ ราศีมิถุน ราศีกรกฎ ราศีสิงห์ ราศีกันย์ ราศีตุลย์ ราศีพิจิก ราศีธนู ราศีมังกร ราศีกุมภ์ ราศีมีน จนครบ 12 ราศี กลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีนบริเวณกว้างมหาศาล และแต่ละกลุ่มก็มีการทับบริเวณกันด้วย และแต่ละราศีก็มีอิทธิพลไม่เหมือนกัน(หลากหลายคำแปล เพราะมองต่างมุมกัน ยกตัวอย่างเช่น สิ้นราศีมังกร เริ่มราศีกุมภ์(ตามเส้นระวิมรรค) ตามหลักการของนักดาราศาสตร์ วงรอบของจักรราศีมี 360 องศา แต่ระวิมรรค(ทางเดินของดาวอาทิตย์เมื่อมองจากโลก) จะมีความแน่นอน แต่มีการเคลื่อนไปเรื่อยๆและห่างไปจากกลุ่มของกลุ่มดาวฤกษ์ราศี นักดาราศาสตร์ก็ใช้วงรอบของระวิมรรค(360องศา)เป็นหลักเพื่อจะคำนวณหาสมผุสของปัจจัย(ดาว)ต่างๆที่ใช้ในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ โดยใช้จุดเริ่ม 0 องศา(จุดเมษ)จากระวิมรรคไปตามเส้นแวงฟ้า(360 องศา เหนือ-ใต้) ทวนเข็มนาฬิกา และคำนวณเส้นรุ้งฟ้าจากระวิมรรค(ตะวันออก-ตะวันตก) แต่ว่าจุด 0 องศาอยู่ที่ไหน ต้องหาให้แน่นอน จุดนี้เริ่มจาก กรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็น 0 องศา เมื่ออาทิตย์เข้าสู่จุดนี้ประมาณวันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี(สำหรับโลกภาคเหนือ โลกเราแบ่งเป็นโลกภาคเหนือและโลกภาคใต้ ใช้เส้นศูนย์สูตรของโลกเป็นตัวแบ่ง โลกภาคเหนืออยู่บนเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป โลกภาคใต้อยู่บนเส้นศูนย์สูตรลงมา) จุดนี้คำนวณมาจากเมื่ออาทิตย์โคจรตัดกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า(ตรงกับเส้นศูนย์สูตรโลกแต่ขยายไปบนฟ้าด้วย) ดังนั้นเมื่อเส้นศูนย์สูตรโลกแน่นอน อาทิตย์โคจรตัดกับเส้นศูนย์สูตรต้องแน่นอนด้วย
นักดาราศาสตร์เมื่อประมาณ 2700-2200 ปีก่อน พบว่าจุดเมษในเส้นระวิมรรคอยู่ที่กลุ่มดาวฤกษ์ราศีเมษ(เริ่ม)กับกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีน(ปลาย)
จากจุดนั้นนักดาราศาสตร์ได้แบ่งระวิมรรค(ทางเดินของอาทิตย์ที่มองจากโลก)เป็น
12
ส่วนเท่าๆกัน
และตั้งเป็นราศีโดยใช้ชื่อเดียวกันกับกลุ่มดาวฤกษ์ราศี(ดังนั้น
ราศีในระวิมรรคกับราศีกลุ่มดาวฤกษ์จึงไม่ใช่อันเดียวกัน)
อย่างไรก็ดีองศาของแกนของโลกไม่เป็นองศาที่แน่นอน
100 %
โลกของเราไม่เป็นทรงกลมเสียทีเดียว
ที่ขั้วโลกแบนและที่เส้นศูนย์สูตรป่อง ทำให้การหมุนรอบตัวมีอิทธิพลกับแรงโน้มถ่วงด้วย ทำให้ค่าของอัยยะนางค์เปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุนี้ โลกหมุนรอบตัวเองเป็นวงกลม แต่เมื่อสัมพันธ์กับจุดเหนือใต้ของเส้นระวิมรรคจะมีอิทธิพลของรูปกรวยไปด้วย อิทธิพลของรูปกรวยในทางโหราศาสตร์จะใช้เวลา
26000 ปีถึงจะครบวงรอบ
เมื่อองศาของแกนโลกไปถึงจุดนั้น
แกนของโลกจะตัดกับเส้นระวิมรรค
จุดเมษโคจรจากตะวันออกไปสู่ตะวันตกเป็นวงกลม
จุดเมษต้องใช้เวลา 26000 ปีถึงครบวงรอบมาถึงจุดเริ่มต้นใหม่
ตามระวิมรรค
หรือผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ราศี 12 กลุ่ม หรือ 2160 ปีต่อ 1 กลุ่มดาวฤกษ์ราศี โดยหมุนตามเข็มนาฬิกา(ถอยหลัง)ผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีน กุมภ์ ฯลฯ ในสมัยก่อน จุดเมษอยู่ที่กลุ่มดาวฤกษ์ราศีเมษและกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีน
เพราะโคจรของจุดเมษเดินถอยหลังเข้าหากลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีน ณ ขณะนี้พ.ศ. 2547 จุดเมษมาอยู่เริ่มราศีมีนจะเข้าราศีกุมภ์(อย่าลืมราศีตามแกนโลกโคจรถอยหลัง ดาวทางโหราศาสตร์โคจรไปข้างหน้า) จะโคจรในกลุ่มดาวฤกษ์ราศีกุมภ์ไปอีกประมาณ
2160 ปี
ดังนั้นเราจึงอยู่สมัยของกลุ่มดาวฤกษ์ราศีกุมภ์ Aquarius ที่ว่าประมาณเพราะบริเณของกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีการทับกันบ้าง ไม่สามารถบอกแน่นอนได้ว่าเมื่อไร
แต่ศึกษามาบ้างนักดารานักโหราศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่าสมัยนี้เป็นเริ่มสมัยของราศีกุมภ์ โลกเราเข้าสมัยไฮเทคอย่างแท้จริง (ตามหลักการแล้ว จุดเมษจะเข้ากลุ่มดาวฤกษ์ราศักุมภ์ประมาณ ค.ศ. 2100-2500)
จุดเมษเป็นจุดเริ่มราศีเมษ นักดาราและนักโหราศาสตร์ เดือนมีนาคม อาทิตย์จะอยู่ 10 ราศีเมษในระวิมรรคและ 19 องศาในกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมีน ในวันนี้ถ้าเราดูดาวเป็น เราจะเห็นกลุ่มดาวราศีมีนใช้จุดนี้ป็นจุดคำนวนเกี่ยวกับเส้นระวิมรรค คำนวนราศีทั้ง 12 ราศี
ชื่อจุดเมษได้มาจากดาวฤกษ์ราศีมีน(ปลายราศีมีน) ณ วันที่ 30บนท้องฟ้าในเวลากลางคืน
นักโหราศาสตร์สากล(สายนะ) ไม่ใช้กลุ่มดาวฤกษ์ราศีในการคำนวณหาจุดเมษ
นักโหราศาสตร์สากลใช้ระบบของดาราศาสตร์
ใช้การแบ่งราศีจากเส้นระวิมรรคและจากจุดเมษ ถึงแม้ว่าใช้ชื่อตามกลุ่มดาวฤกษ์ราศี แต่ที่อยู่ในท้องฟ้าไม่เหมือนกัน(ราศี) องศาของแกนโลกห่างจากจุดเมษของกลุ่มดาวฤกษ์ราศีมามากแล้ว ประมาณ 23 องศากว่า
เฉพาะนักโหราศาสตร์บางแขนงที่ศึกษาเกี่ยวยุคของมนุษย์ชาติซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวฤกษ์กับเส้นระวิมรรคเป็นสำคัญ ต้องการศึกษายุคของกลุ่มดาวฤกษ์ เช่นยุคราศีมีน ยุคราศีกุมภ์เป็นต้น แต่นักโหราศาสตร์ทางตะวันออกบางกลุ่มก็ใช้ระบบโหราศาสตร์ตะวันตก โหราศาสตร์อินเดียยังใช้จุดเมษที่คำนวณมาจากดาวฤกษ์อยู่
ดังนั้นค่าของอัยยะนางค์ที่ทำให้โหราศาสตร์สากล(สายนะ)กับโหราศาสตร์ไทย(นิรายนะ)จึงห่างจากกันประมาณปีละ
50-55 ฟิลิป
ไม่มีใครผิด
แต่เพราะมองต่างมุม
ต่างคนก็มีเหตุผล
ซึ่งเรานักโหราศาสตร์ต้องค้นคว้ากันต่อไป องศาของดาวยังคงทำมุมต่อกันเท่ากัน
เช่น อาทิตย์ ทำมุมต่อ พฤหัส เท่าไร
ทั้งสองโหราศาสตร์ก็ทำมุมเหมือนกัน(ดาวบนท้องฟ้า)
แต่อย่าลืมว่าต่างกันเฉพาะราศีนะครับ
โหราศาสตร์สายนะคำนวณราศีจากเส้นระวิมรรค
โหราศาสตร์นิรายนะคำนวณราศีจากกลุ่มดาวฤกษ์ ดังนั้นคำแปลอิทธิพลของราศีต่างๆของโหราศาสตร์สายนะกับโหราศาสตร์นิรายนะไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะยิ่งนานไปก็ยิ่งห่างกันไปปีละ 50-55 ฟิลิปดา
แต่ดาวต่างๆในดวงถ้าคำนวณตามหลักของดาราศาสตร์ (บนท้องฟ้าจริง)
ต้องทำมุมเหมือนกันและราศีที่อยู่จะไม่เหมือนกัน
เดี่ยวนี้มีโหราศาสตร์ศูนย์รังสีและจุดอิทธิพล
นักโหราศาสตร์แขนงนี้จะไม่สนใจเรื่องราศีและเรือนชะตา สนใจว่าดาวและปัจจัยอื่นๆ จะทำมุมต่อกันหรือไม่ ถ้าไม่ก็ ไม่มีอิทธิพลต่อกัน
โหราศาสตร์ทั้งสองระบบผมศึกษามามากและพยายามศึกษาของต่างชาติด้วย
ต่างชาติก็มีบางกลุ่มใช้โหราศาสตร์นิรายนะ ต่างก็มีดีของตัวเอง นักโหราศาสตร์ต้องพัฒนา อย่าเอาสีข้างเข้าถู โหราศาสตร์ระบบไหนก็ตาม ถ้าไม่พัฒนาก็จะต้องอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นแน่แท้