วิถีแห่งกาลเวลา

            เมื่อเดือนที่แล้วอาจารย์ศุภลักษณ์ เชตตรีฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ยูเรเนียน เจ้าของเว็บไซด์ astrouranian.com ได้จัดงานวันนักโหราศาสตร์...นักพยากรณ์ ครั้งที่ 2 ขึ้น นอกเหนือจากการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ครูบาอาจารย์ทุกศาสตร์การพยากรณ์ที่ล่วงลับ และแสดงมุทิตาจิตต่อครูบาอาจารย์แล้ว ยังมีการบรรยายให้ความรู้ทางโหราศาสตร์ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจก็เลยนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้รับทราบกันต่อ

            มาเริ่มที่อาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวถึงความสำคัญของโหราศาสตร์โดยเน้นว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับกาลเวลาที่มีอิทธิพลต่อสรรพสิ่ง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต

            “ยกตัวอย่างเช่น พระเครื่อง...ยิ่งนานวันก็ยิ่งเก่า ยิ่งขลัง นั่นหมายถึงกาลเวลามีอิทธิพลต่อพระเครื่อง”

            ผู้รู้ท่านบอกไว้ว่า...วิถีชีวิตของบุคคลมีความเชื่ออยู่ 3 วิถี ซึ่งมีความเชื่อทางโหราศาสตร์รวมอยู่ด้วย

            วิถีแห่งความเชื่อประการแรกก็คือ วิถีแห่งกรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่มีมานับเป็นพันปีว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หมายความว่า หากใครทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นย่อมต้องสนองจนกระทั่งสมเจตนาของกรรม

          “ใครทำสิ่งใดไว้...ย่อมได้สิ่งนั้นตอบแทน”

            วิถีความเชื่อประการที่สองก็คือ วิถีแห่งวิริยานุภาพ หมายถึง ผู้ใดที่มีความเพียรมาก ย่อมประสบความสำเร็จมากเช่นกัน

            และประการที่สามก็คือ วิถีแห่งโลกธรรม

            ตราบใดที่โลกยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ยังโคจรรอบโลก และสุริยะวิถียังมีดวงดาวโคจรอยู่เช่นนี้ กาลเวลาก็อุบัติขึ้น เหตุการณ์ในโลกก็เปลี่ยนแปลงไป เกิดสิ่งที่ชอบบ้าง มีสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง สิ่งใดที่เราชอบ...เราก็ว่าดี สิ่งใดที่เราไม่ชอบ...เราก็ว่าไม่ดี สิ่งเหล่านี้เกิดเป็นโลกธรรม

            ดังนั้น ในวิถีประการที่สามนี้จึงมีกาลเวลาเข้าไปเกี่ยวข้อง กาลเวลาที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ศาสตร์แห่งโหราศาสตร์นี่เอง

            “ในการกระทำกรรมดีหรือการใช้ความเพียรในการทำกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงของคนเราจะต้องอยู่ในห้วงหรือจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย

            เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตของมนุษย์ผู้ฉลาด ควรจะต้องมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อทั้ง 3 วิถี โดยใช้ความเพียรในการดำเนินกิจการที่ดีงามในห้วงเวลาที่เหมาะสม”

            ดังนั้น กาลเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ

            หลักการทางโหราศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน เป็นการศึกษาวิถีการโคจรของดวงดาวเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ขณะที่ผูกดวงชะตาขึ้นมา ณ เวลานั้น

            หากขณะนี้คือปัจจุบัน

            ที่ผ่านมาแล้วย่อมต้องเป็นอดีต

            ต่อไปข้างหน้าคืออนาคต

            การจะรู้อดีตก็ต้องศึกษาอดีต เช่น ถ้าต้องการรู้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูดวงดาวที่โคจรเมื่ออดีตใน 10 ปีที่แล้ว เมื่อรู้ตำแหน่งดาวในอดีตเราก็สามารถพยากรณ์ได้ว่ามีเหตุการณ์ใดบ้าง แล้วเจ้าชะตาเป็นอย่างไร

            ส่วนการพยากรณ์ในอนาคต...ต้องรอให้ดาวโคจรไปสู่อนาคต ซึ่งเราสามารถคำนวณได้ล่วงหน้าว่าในอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้าลักษณะดาวที่โคจรเป็นอย่างไร เมื่อรู้ตำแหน่งดาวในอนาคตเราก็สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ดังเช่นการพยากรณ์ดวงเมืองในอีกหนึ่งปี...สองปีข้างหน้าว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจดีมากน้อยแค่ไหน ผู้บริหารประเทศเป็นอย่างไร เช่นนี้เป็นต้น

            สรุปได้ว่า โหราศาสตร์สามารถเรียนศึกษาอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน และล่วงรู้อนาคต ที่เราสามารถนำศาสตร์นี้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้ ดังนั้น โหราศาสตร์จึงมีบทบาทต่อสังคมอย่างมากมาตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนปัจจุบัน

            ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยมาช้านาน มีอยู่ 3 กลุ่มก็คือ

พระสงฆ์

พราหมณ์

และโหร

            พระสงฆ์มีบทบาทหน้าที่ในการสวดพระปริตและสวดมนต์ต่างๆ

            พราหมณ์ทำหน้าที่อ่านโองการบูชาพระเจ้าและแกว่งบัณเฑาะว์

            โหรคอยให้ศุภฤกษ์ พยากรณ์ชะตาชีวิตและเหตุการณ์ต่างๆ

            “สมัยโบราณ...โหรในอดีตมีความสำคัญมากกว่าโหรในยุคนี้ เนื่องจากได้รับความเชื่อถือจากผู้นำในสังคม และความเชื่อถือจากประชาชน”

             แม้ว่าความเชื่อถือจะจางลงไปบ้าง แต่บทบาทของโหรก็ยังคงอยู่คู่สังคมไทยไปอีกเนิ่นนาน

โดย ปารมีศ์ ศิวะ            

ศาสตร์แห่งดาว หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ฉบับออกวันอังคารที่ 16 กันยายน 2546

E-mail : emperor51@hotmail.com