โหราศาสตร์กับวิถีชีวิต(2)

           ค้างกันไว้ที่คำบรรยายของอาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ที่กล่าวถึง บทบาทโหราศาสตร์ที่มีต่อวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่ในอดีตสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กล่าวถึงโหราศาสตร์หลากสาขาตั้งแต่ โหราศาสตร์การเกษตรที่ว่าด้วยการเพาะปลูก โหราศาสตร์อุตุนิยมสำหรับดูสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงการดูอากัปกิริยาของสัตว์ที่บ่งบอกเหตุล่วงหน้าของธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ

            อาจารย์ภิญโญ ได้กล่าวถึงประเภทของโหราศาสตร์เพิ่มเติม อาทิ โหราศาสตร์ชะตาเมือง  ซึ่งว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การขึ้นสู่อำนาจ การลงจากอำนาจ การเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังรวมถึงการพยากรณ์ชะตาประเทศ ชะตาโลก ภัยธรรมชาติ ว่าจะประสบเหตุการณ์ดีร้ายอย่างไร

            โหราศาสตร์การคลัง เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจเนื่องจากเกี่ยวข้องกับสภาวะการเงิน

            “โหราศาสตร์การคลังน่าจะมีบทบาทมากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นช่วงที่ทุกคนอยากจะรู้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นเมื่อใด อย่างในปัจจุบันดาวราหูอยู่ในราศีพฤษภอันเป็นภพการเงินดวงเมือง ตอนนี้ก็ค้นทรัพย์อยู่ การใช้จ่ายต่างๆก็มีความสิ้นเปลือง แต่จุดที่น่าห่วงคงเป็นช่วงที่ดาวราหูยกเข้ามาในราศีเมษทับลัคนาดวงเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปีจะเกิดสุริยคราสเต็มดวง ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา”

            สำหรับโหราศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงดวงดาวและจักรราศีที่สัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์และครอบครองโรคภัยไข้เจ็บของบุคคล แสดงจุดอ่อนของร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้

            นอกจากนี้ยังมีโหราศาสตร์กาลชะตา โหราศาสตร์การให้ฤกษ์ รวมถึงพิธีกรรมของโหร และโหราศาสตร์ปลีกย่อยอีกหลายประเภท

            อาจารย์ภิญโญ กล่าวต่อไปว่า คำทำนายทางโหราศาสตร์สามารถไปกระทบกับความรู้สึกของผู้คนได้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เกิดความตระหนกตกใจ ดังเช่นข่าวที่นักดาราศาสตร์พบว่าเส้นทางการโคจรของอุกกาบาตที่ชื่อ 2002 NT 7  กำลังพุ่งเข้ามาเฉียดโลกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2019 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า ซึ่งจะชนโลกหรือจะเฉียดยังไม่รู้ แต่ในอดีตก็เคยปรากฏเหตุการณ์นี้ และคำพยากรณ์ของโหรก็อาจทำให้ผู้คนตื่นตระหนกหรือเตือนให้ระวังภัยก็ได้

            ดังที่กล่าวแล้วว่าโหราศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อชีวิตของคนไทย และโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโหรหรือนักพยากรณ์ที่ทำนายเหตุการณ์ชีวิตให้กับบุคคลทั้งหลาย และหัวข้อที่ทำให้ผู้คนตระหนกตกใจได้ก็คงไม่พ้นเรื่องของเคราะห์กรรมและการสูญเสีย ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่อาจารย์ภิญโญ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติได้รับการร้องเรียนมากที่สุด

            “โหรหรือนักพยากรณ์บางคนก็เลยฉวยโอกาสในขณะที่ลูกค้าเกิดความกลัว กลัวภัยที่จะเกิดในดวงชะตา หมอดูจะทายผิดทายถูกอย่างไรไม่รู้ แต่เมื่อทายว่ามีภัยก็ต้องกลัวไว้ก่อน สิ่งที่ตามมาก็คือการสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีต่างๆนานา ทำให้ผู้หลงเชื่อต้องสูญเสียเงินทองมากมาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเทคนิคของโหรที่ไม่มีจรรยา แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้”

ที่จริงแล้วโหราศาสตร์กำหนดมาเพื่อช่วยเหลือสังคม จรรโลงสังคม ให้สังคมอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้ามาใช้อย่างนี้ยิ่งทำให้สังคมวุ่นวาย อาจารย์ภิญโญจึงได้เชิญชวนบรรดาโหรทั้งหลายทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตนเองว่าควรจะดำเนินไปสู่จุดใด

            ในภาคนิพนธ์ของอาจารย์ภิญโญ เรื่อง บทบาทของโหรในสังคมไทย ได้ยกคำของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ที่กล่าวถึงจรรยาโหรไว้ว่า “อนึ่งการที่จะบำเพ็ญตนเป็นโหรที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องยึดมั่นอยู่ในจรรยาโหร เพราะโหรก็จัดว่าอยู่ในตระกูลของหมอแพทย์จำนวนหนึ่ง หมอที่ดีต้องมีจรรยาแพทย์ประจำใจฉันใด โหรที่ดีก็ต้องมีจรรยาโหรประจำใจฉันนั้น หากโหรนำหลักวิชาไปใช้โดยขาดจรรยาโหร  จะสร้างมหันตภัยให้แก่ผู้ที่เชื่อถืออย่างมากมาย…”

            ก่อนจะจบการบรรยาย อาจารย์ภิญโญ ได้กล่าวถึงวิถีของมนุษย์ปุถุชนซึ่งมีอยู่ 3 วิถีไว้เป็นข้อคิดว่า

            วิถีแห่งกรรม…ตามที่ได้ยินมาก็คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

            แต่เหตุใด...บางทีกรรมสนองเร็ว บางทีสนองช้า เรื่องนี้คงไม่ต้องกังวลนักเพราะตามหลักของกรรม ผู้ใดทำกรรมใดไว้กรรมจะต้องสนองตามเจตนา...เท่าใดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีแห่งกรรมเน้นให้กระทำกรรมดี

หลักแห่งโลกธรรม ซึ่งหมายถึง โลกธาตุ อันมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย

“สิ่งไหนที่คนเราชอบก็ถือว่าดี ส่วนสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ว่าไม่ดี สิ่งเหล่านี้แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ตามความนิยมของคนเรา เอาแน่นอนไม่ได้”

ตราบใดที่ดวงดาวหมุนเวียนอยู่ มนุษย์เราล้วนตกอยู่ในห้วงเวลา ทำให้โลกธาตุหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีสิ้นสุด ห้วงเวลาที่กล่าวถึงนี้ส่งผลให้สรรพสิ่งเปลี่ยนไปได้ 2 กรณีคือ การดำรงชีวิตอยู่กับการสิ้นสุดชีวิต

            “ห้วงเวลาอันล้ำลึกมีอิทธิพลต่อสรรพสิ่ง ทำให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ และโหราศาสตร์ก็เป็นหลักแห่งการเวลาหรือโลกธรรมที่บอกถึงโชคชะตาของแต่ละบุคคล มีโชคมีเคราะห์อย่างไร เวลาใดจะเกิดอะไร”

            สุดท้าย วิถีแห่งความเพียร...ความพากเพียรบางอย่างต้องให้ถูกต้อง เพียรในการกระทำกรรมดี ถ้ากรรมดีนั้นเหมาะสมกับกาลเวลา..ก็จะส่งผลให้ความสำเร็จนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

            มาเถิด มาช่วยกันทำให้สังคมสงบสุข...อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข!

ปารมีศ์ ศิวะ

คอลัมน์ศาสตร์แห่งดาว

หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2545

____________________________