อ.พัฒนา  พัฒนศิริ

ที่มาที่ไปโหราศาสตร์ไทย

         ผมเองเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงบางครั้งสูงเอามาก ๆ จนกลายเป็นดื้อรั้นไปก็มี ปัจจัยตรงนี้ที่ทำให้ผมต้องเปิดเผย ณ ที่นี้ว่า  ผมเป็นนักโหราศาสตร์ในเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง  ไม่ใช่เป็นนักประวัติศาสตร์ทางโหราศาสตร์เพราะ (แทบจะ) ไม่เคยบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์แขนงนี้ที่ไหนอย่างไร

          เมื่อสถาบันพยากรณ์ศาสตร์แห่งประเทศไทย " บ้านโหร "  เจาะจงให้ผมบรรยายเรื่องนี้ในพื้นที่จอ Internet  ในฐานะที่ผมเป็นผู้บรรยายวิชา " โหราศาสตร์ไทย "  ของสถาบันแห่งนี้  จำเป็นอยู่ที่ผมจะต้องบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวิชาแขนงนี้ให้จงได้

          และเนื่องจากได้ออกตัวแล้วว่าผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทางโหราศาสตร์  จึงต้องอาศัยองค์ความรู้จากที่ต่าง ๆ มายืนยันตามถูกต้อง  ผนวกกับประสบการณ์ที่ได้สะสมมายาวนานในตัวตนของผมเอง

          ข้อเขียน  บทความ  ความคิดเห็นที่จะหยิบยกมาแสดงต่อไปนี้  ส่วนใหญ่จะมีมาจากนิตยสาร  วิทยานิพนธ์ ที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะนักเขียน  หรือในฐานะผู้ถูกสัมภาษณ์จากเจ้าของวิทยานิพนธ์เป็นสำคัญ

          พูดง่าย ๆ ว่า " ไม่ได้ขโมย "  ข้อเขียน บทความของใครมาโดยที่ผมไม่มีเอี่ยวเกี่ยวข้องนะครับ

มีมาก่อน " ห้าพันปี "

          หมายถึงวิวัฒนาการของโหราศาสตร์ไทยนะครับ  ทั้งนี้ทั้งนั้นผมขอหยิบยกข้อความบางตอนจากหน้า ๗๕ ของนิตยสารประจำปี " ศาสตร์แห่งโหร "  ของสำนักพิมพ์มติชน  โดยเฉพาะจากคอลัมน์ที่ผมเป็นผู้ที่เขียนอยู่มายืนยันให้เห็นดังต่อไปนี้

          "..........  โหราศาสตร์ไทยวิวัฒนาการมาจากโหราศาสตร์โบราณในสมัยพุทธกาล คือ ประมาณเมื่อสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว  เดิมทีศาสตร์นี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่สมณะพราหมณ์  เพราะพวกพราหมณ์ถือว่า พวกตนเป็นสื่อ  หรือเป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนสุดเขตชั้นฟ้า และกษัตริย์ในสมัยนั้นก็มักจะตั้งพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาเทางราชการ  .........."

          ข้อความที่คัดมาให้ท่านผู้มีเกียจติ ท่านผู้สนใจได้ศึกษากันที่มีปรากฏ อยู่ในภาคนิพนธ์ ของ " ภิญโญ  พงศ์เจริญ " ซึ่งเสนอต่อคณะพัฒนาสังคม  สถาบันบัญฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร " ศิลปศาสตร์มหาบัญฑิต " (พัฒนาสังคม) ประจำปี  ๒๕๔๓  ซึ่งผู้เสนอภาคนิพนธ์ (วิทยานิพนธ์ ....ศัพท์เดิม)  ได้รับปริญญามหายบัญฑิตดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

          " คุณภิญโญ  พงศ์เจริญ " เจ้าของวิทยานิพนธ์ชื่อ " บทบาทของโหรในสังคมไทย " ( The Role of Astrologers inthai )  อนุญาติให้ผมคัดลอกตัดตอนมาเผยแพร่ได้  ซึ่งผมกำลังจะตัดอีกหลาย ๆ ตอนมาแสดงให้ท่านเห็นดังนี้

          "..........  จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพลอารยะธรรมที่บ้านเชียงซึ่งมีอายุประมาณสี่พันปีมาแล้ว  ได้พบหลักฐานสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ เช่น สัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับจักรราศี ลัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆ มากมาย
          ด้วยเหตุนี้ผู้รู้บางท่านจึงสันนิษฐานไว้ว่า บางทีคนไทยเราอาจเริ่มรู้จักเรื่องโหราศาสตร์มาตั้งแต่สมัยห้าพันปีมาแล้วก็เป็นได้ ( บรรยง บุญฤทธิ์ , ๒๕๓๔ : ๑๖๔ . ๑๖๗ )

มาจากอินเดีย

           สำหรับประเทศไทยเรานั้นจะได้วิชาโหราศาสตร์มานานเท่าใดไม่ปรากฎ  เท่าที่พบในหนังสือประวัติศาสตร์และพงศาวดารปรากฏว่าการคำนวณผูกดวงชะตาตามหลัก โหราศาสตร์ในประเทศไทยได้มีมาตั้งแต่จุลศักราช ๔๐๐ เศษ  หรือว่าพุทธศักราช ๑๖๐๐ โดยประมาณ ๙๐๐ ปีเศษที่ผ่านมาแล้วเป็นอย่างน้อย

          ทั้งนี้เพราะปรากฎ หลักฐานตามพงศาวดารโยนก ได้แสดงดวงชะตา " ขุนเจื๋อง " ซึ่งเป็นกษัตริย์ของนครไชยบุรี  ซึ่งเขียนไว้และบอกวันเกิดของขุนเจื๋อง
          " เกิดวันอังคาร เดือนห้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีเถาะ จุลศักราช ๔๓๖ เวลาใกล้รุ่ง "

          ส่วนวิชาโหราศาสตร์จะได้มาจากไหนนั้น เห็นจะไม่มีปัญหาว่าแหลงเดิมคงได้มาจาก อินเดีย เพราะศัพท์ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่  เช่น  ชื่อดาวนักษัตร ฤกษ์ ชื่อราศี  หลักการพยากรณ์ที่สำคัญมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียเกือบทั้งสิ้น  (พระยาบริรักษาวธการ อ้างในมรดกแห่งโหรสยาม , ๒๕๓๕ : ๓ )

โหรทายหนู

          วิชาโหราศาสตร์ไทยได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ  จากสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีสืบเนื่องมาจนถึงยุคของกรุงศรีอยุธยาซึ่งยุคนี้นักโหราศาสตร์ได้สร้าง " วีระกรรม " สำคัญ ๆ ไว้หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่นักโหราศาสตร์ให้ความสนใจ กล่าวขวัญกันเป็นประจำ คือเรื่อง " โหร ทาย หนู "
                    ความพิศดารมีดังนี้ : -
          " โหรที่ปรากฏกิตติศัพท์นามลือกระเดื่องโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้จาก " พระมหาราชครู "  ผู้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นบิดาของ " ศรีปราชญ์ "  ความแม่นยำในการพยากรณ์ของท่านผู้นี้มีกล่าวไว้ในพงศาวดารว่า

          .......  ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเสด็จอยู่ในพระที่นั้งจักรศีมหาปราสาท  มุสิก ตกลงมาทรงพระกรุณาเอาขันทองครอบไว้ให้หาพระโหรามาทำนาย พระโหราคำนวนแล้วทูลว่า " สัตว์สี่เท้า " ทรงรับสั่งว่า " กี่ตัว "  พระโหราคำนวนแล้วทูลว่า " สี่ตัว "  ทรงพระกรุณาตรัสว่าสัตว์สี่เท้าเท่านั้นถูกอยู่แต่สี่ตัวนั้นผิดแล้ว ครั้นเอาขันทองขึ้นเห็นมุสิกคลานอยู่สามตัวกับแม่ตัวหนึ่ง  เป็นสี่ตัว  ก็ทรงพระกรุณาตรัสว่า แม่นกว่าตาเห็นอึก  ให้พระราชทานเงินตราชั่งหนึ่ง เสื่อผ้าสองสำรับแต่นั้นมาก็เชื่อถือ พระยาโหราธิบดี .......

กรมโหร

          วิชาโหราศาสตร์มีความเจริญรุ่งเรืองมาอีกยาวนาน  จากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เข้าสู่ยุคแห่งกรุงรัตนโกสินทร์อันเป็นยุคที่วิชาโหราศาสตร์เฟื่องฟูมากกว่าครั้งสุโขทัย  ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ความว่า

          "  เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จเถริงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว  ก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนโลกประทีปเป็นพระโหราธิบดี  ให้การไชยโยคเป็นขุนโลกทีปโหราจารย์ประจำ "

          ความอีกตอนหนึ่งกล่าวถึง " กรมโหร " ไว้ว่า " ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   ตำแหน่งโหรประจำราชสำนักก็ยังมีอยู่ทั้งฝ่ายวังหน้าและวังหลัง  เรียกว่า " กรมโหร "  ดังที่กล่าวไว้ความทำเนียมว่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ขนาดเขียนตำราได้นั้นมีอยู่หลายท่าน  แต่ที่มีหลักฐานแน่ชัดได้ว่า " กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส " ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์ตำราจักร อันว่าด้วยลัคนาสภิตย์ในราศีต่าง ๆ และดวงที่อยู่ในราศีนั้น ๆ และสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี  ซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริยนทรานวมราชินี  ได้ทรงพระนิพนธ์ " ลิลิตทักษาพยากรย์ "  ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓  อีกกลุ่มหนึ่ง   บรรดาโหราจารย์ต่างลงความเห็นว่าทรงพระนิพนธ์ขึ้นภายหลังตำราจักรทีปนี  เพื่อแก้ใขความคลาดเคลื่อนแห่งคำพยากรณ์  ของจักรทีปนีนั้นเอง ( บรรยง บุญฤทธิ์ , ๒๕๓๔ : ๑๖๔ - ๑๖๗ )

ยุครุ่งโรจน์

          สามารถกล่าวได้ว่า  " โหราศาสตร์ไทย "  ได้เดินเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์เมื่อไม่กี่สิบป ีที่ผ่านมานั้นเองซึ่งผมใคร่ขอยกข้อความบางตอนซึ่งเป็น " มุมมอง "  ของผมเองจากหนังสือ  " ศาสตร์แห่งโหร " ประจำปี ๒๕๔๒  ที่กล่าวไว้ว่า

          "..........  ในขณะนี้  เดี๋ยวนี้  เวลานี้  คนที่ใช้ฤกษ์คือทองดี ๆ ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อนำไปใช้ในการเริ่มต้นกิจการงานอะไรอย่างนั้น  เขาใช้กันในฐานะเป็น " เครื่องมือ " ในการบริหารงาน เช่นเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์  ,  เครื่องคิดเลข  และตำรับตำราในการราชการต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้กิจการที่ปฏิบัติจัดทำนั้นบังเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย  มีลูกค้าเยอะ  มีคนอุดหนุนคับคั่งมากมายหมดหนี้หมดสิน  ร่ำรวย " รุ่งเรืองสืบต่อไป .........."

          และอีกตอนหนึ่งจากหนังสือ  " ศาสตร์แห่งโหร "  ประจำปี ๒๕๔๓ ความว่า " คนส่วนใหญ่ที่มาขอให้ผมวางฤกษ์เริ่มกิจการไม่ว่าจะเป็นฤกษ์ออกรถ  ฤกษ์รับตำแหน่งใหม่  ฤกษ์ผ่าตัดคลอดบุตร  เปิดกิจการห้างร้านบริษัท ฯลฯ  เหล่านี้  ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  และเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตและกิจการงานมาแล้วเป็นส่วนใหญ่

          จะกล่าวหาว่าบางท่านมาหาผมเพราะความงมงาย เพ้อเจ้อ เลอะเทอะ ไร้สาระไม่ได้  เพราะส่วนหลักแต่มาเพราะความเชื่อมั่น  ศรัทธา  มาด้วยความประสงค์จะให้กิจการที่เริ่มต้นดำเนินการเป็นไปได้ด้วยดี

          ที่สำคัญก็คือปรากฏว่าในขณะนี้คนบ้านเราใช้ฤกษ์เปลืองมาก  คือใช้ในกิจการงานหลาย ๆ อย่าง มากกว่าในสมัยก่อนที่บ้านเรายังไม่รุ่งเรือง  เศรษฐกิจยังไม่เฟื่องฟู  และแม้ในสภาวะเศรษฐกิจยุค I.M.F.  ก็ยังมีผู้คนใช้  " ฤกษ์ " กันอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ปัจจัยสนุบสนุน

          เรื่องของ  " ปัจจัย " ที่เอื่ออำนวยต่อการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทยในยุครุ่งโรจน์  มีที่สำคัญอยู่ ๒ - ๓ อย่าง  อย่างแรกเป็นเรื่องของสถานที่ให้ความรู้ในวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายหลายแห่งหลายสำนักหลายสถาบัน  ผิดกับแต่ก่อนที่มีที่เล่าเรียนเพียงไม่กี่แห่ง  และมักเป็นการศึกษาเล่าเรียนแบบตัวต่อตัวกับเกจิอาจารย์ที่คนเคารพนับถือ  และที่ท่านรับผู้เรียนไว้เป็นศิษย์

          ตัวผมเองแม้จะอยู่ในยุคที่โหราศาสตร์รุ่งเรือง  แต่ก็ยังศึกษาวิชานี้ คือ ร่ำเรียนมาตัวต่อตัวกับท่านเกจิอาจารย์มีชื่อเสียง  ที่สำคัญคือพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ " พระเทพวราภรณ์ " วันโสมนัสวิหาร  กทม.

          อย่างที่สอง  เป็นเรื่องปฏิทินการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าคือปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี  กับประจำ ๑๐๐ ปีนั้นเอง  ปรากฏว่าได้มีท่านผู้รู้ได้ทำปฏิทินดังกล่าวขึ้นมาจำหน่ายจ่ายแจก  ผิดกับสมัยก่อนซึ่ง " โหร "  ต้องคำนวนปฏิทินเอง  ทำให้เกิดความสะดวกในการศึกษาเล่าเรียน  และการพยากรณ์ดวงชะตา

          ถึงแม้ว่าจะมีการคุยโวโอ่อวดกับปฏิทินของคนนั้นดีกว่าของคนนี้อยู่บ้าง  แต่ก็เป็นเพียงเรื่องปลีกย่อยเพ้อเจ้อไร้สาระที่สำคัญสังคมส่วนใหญ่ได้ใช้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวแล้ว

โหราศาสตร์ไทย  ที่  " บ้านโหร "

          ผมจะพูดเฉพาะการเรียนการสอน วิชา " โหราศาสตร์ไทย "  ของสถาบันพยากรณ์ศาสตร์แห่งประเทศไทย " บ้านโหร "  เพียงอย่างเดียวโดยจะไม่กล่าวถึงบริการพยากรณ์ดวงชะตา  ซึงเป็นภาระกิจสำคัญของ  " บ้านโหร " ที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

          การเรียนการสอน " วิชาโหราศาสตร์ " ของที่นี่ เริ่มรุ่นแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ โดยมีการบรรยายให้ความรู้ทั้งหมด ๑๔  ครั้ง ๆ ละ ๒ ชั่วโมง  รวมเป็นหลักสูตร ๒๘ ชั่วโมงและได้ปรับเวลาเป็นครั้งละ ๔ ชั่วโมง  จำนวน ๗ ครั้งในรุ่นต่อ ๆ มา เพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน " เวลา "  ที่นักศึกษามีอยู่จำกัด  อันเป็นลักษณะของโลกธุรกิจในปัจจุบัน

          สำหรับหลักสูตรที่ใช้ในการสอนนั้น  ได้จัดวางไว้อย่างดีที่สุด  เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางดังนี้คือ

( ๑ )

เรื่องของราศี
แบ่งรายละเอียดเป็น ๑๐ ข้อย่อย

( ๒ )

เรื่องของดวงดาว
มีรายละเอียด ๘ ข้อย่อย

( ๓ )

เรื่อง ตรียงค์  นวางค์  ฤกษ์
มีรายละเอียด ๘ ข้อย่อย

( ๔ )

องศาเกณฑ์
มีรายละเอียด ๔ ข้อย่อย

( ๕ )

ทักษา และ มหาทักษา
ประกอบด้วยรายละเอียด ๔ ข้อย่อย

( ๖ )

การผูกดวง  การวางลัคนา
แบบละเอียด และ พิศดาร

( ๗ )

การพยากรณ์
ให้สามารถพยากรณ์พื้นชะตาได้ถูกต้อง
พยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

( ๘ )

ภาคปฏิบัติ

          เนื่องจากตัวผมผู้สอนเป็นทั้งนักโหราศาสตร์  นักวิชาการทางโหราศาสตร์  นักพยากรณ์  นักวางฤกษ์ ฯลฯ  การสอนของผมจึงมักจะไปเน้นในเรื่อง " การปฏิบัติ "  คือการนำไปใช้ให้ได้ผลจริง ๆ  ซึ่งในหลักสูตรจะมีเวลาประมาณ ๑๒ ชั่วโมงสำหรับเรียนภาคปฏิบัติ

          และที่สำคัญก็คือ  " นักศึกษา "  จะได้รับความรู้เป็นพิเศษจากเรื่องนวางค์  ตรียางค์  และ  เรื่องฤกษ์  กับเรื่อง " ตรีวัย "  หรือการพยากรณ์โดยใช้ความเข้าใจ  ซึ่งเป็นการพยากรณ์ที่ถูกต้องแม่นยำ และ " มีเหตุผล "  เป็นอย่างมาก  จนปรากฎว่ามีหลายคนที่เรียนมาจากที่อื่น  มาขอเรียนเจาะจงเฉพาะเรื่องนี้เป็นพิเศษ

          กับเรื่อง " ทักษา "  ที่ผมมีความชำนาญสูงสุด  ที่ใช้คำนี้ไม่ใช่โม้โอ่อวดยกยอตัวเอง  เรื่องจริงมีอยู่ว่าสมัยที่ผมเริ่มเป็นนักพยากรณ์นั้น  สถาบันสมาคมทางโหราศาสตร์บางแห่งได้ตั้งขบวนการ " แอนตี้ทักษา " ดำเนินงานต่อต้านประมาณ ๑๕ ปี  จึงกลับมาใช้ " ทักษา " ใหม่

          ในขณะที่ผมได้ใช้เรื่อยมาอีก ๑๕ ปี จนบังเกิดความชำนาญ  สามารถถ่ายทอดให้ศิษยานุศิษย์นำไปใช้ทำมาหากินในทุกวันนี้

" มุมมอง " ของ " นักโหราศาสตร์ " และ " สื่อมวลชน "

          ขอปิดท้ายคำอธิบายเรื่อง " ที่มาที่ไป " ของโหราศาสตร์ไทยด้วย " มุมมอง " ของสื่อมวลชนกับนักพยากรณ์บางท่านบางสื่อซึ่งขอเริ่มที่ อาจารย์บุศรินทร์ ปัทมาคม  กล่าวไว้ในหน้า ๒๕๘ ของหนังสือ " ศาสตร์แห่งโหร "  ประจำปี  ๒๕๔๔ ว่า

          "..........  โหรศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการทำนายแขนงหนึ่ง  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทย  คนไทยรับความรู้ผ่านเข้ามาในดินแดนสูงและภูมิจากชาวอินเดียตอนใต้  แพร่หลายเข้ามารวมกับชนชาติมอญ พม่า แล้วพัฒนาความรู้ขึ้นมาเป็นโหราศาสตร์ไทย
          เขานักว่าในสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาโหราศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งในศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาที่เป็นวิชาบังคับสำหรับมกุฏราชกุมารที่จะทรงขึ้นครองราชสมบัติต้องเรียนรู้  โดยมีพระยาโหราธิบดีเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และเป็นที่ปรึกษาราชการแผนดิน  .........."

          และจากบทบรรนาธิการของนิตยสาร " ดวงเศรษฐี " เล่มพิเศษประจำปี  ๒๕๔๔  กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

          " ..........  ปัจจุบันนี้วิชาที่เกี่ยวเนื่องกับโหราศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และ ได้รับความนิยมกันไปทั่วทุกสังคมแม้ว่าทุกวันนี้โลกจะเจริญค่ายเทคโนโลยี่ที่เลิศล้ำนานาประการแล้วก็ตาม  ทว่าเรื่องของโหราศาสตร์ก็ยังสามารถเข้าไปเกี่ยวเนื่องได้อย่างสมดุลย์