|
โชคสามชั้น
โดย พูน ภุมมะโลห์
ละแวกร้านกาแฟโบราณริมคลองบางลำพูมิได้มีแค่สำนักของหมอสุขแต่ผู้เดียว
แต่มีหลายสำนักกระจุกตัวรวมกันอยู่เป็นย่าน เรียกว่าศูนย์รวมหมอดูก็คงจะได้
สำนักต่าง ๆ เช่นสำนักของอาจารย์เสนอกับอาจารย์ละเอียด
สำนักของอาจารย์พักเอกปรีชา เป็นต้น
มีหมอดูอีกท่านหนึ่งเรียกกันว่าหมอเสน่ห์ ฟังดูเหมือนเป็นพวกเล่นของคุณไสย
ทำเสน่ห์ยาแฝดอะไรประมาณนั้น แต่ไม่ใช่
เพราะท่านเป็นหมอดูลายมือชื่อดัง
ตั้งสำนักอยู่เลยร้านข้าวต้มวัดบวรฯไปทางสาลาท่าน้ำริมคลองบางลำพู
พูดถึงร้านข้าวต้มวัดบวรฯคิดว่าหลายคนคงรู้จัก เพราะความเก๋าส์เก่าแก่มานมนาน
จำได้ว่าสมัยหนึ่งเมื่อประมาณ 30 ปี มาแล้วเคยดังเรื่องผักบุ้งลอยฟ้า
กรรมวิธีไม่มีอะไรมาก แค่ผัดฝักบุ้งไฟแดงเสร็จแล้วก็ให้เสี่ยวเอ้อถือจากวิ่งข้ามถนนไปยืนรออยู่ฝั่งตรงข้าม
จากนั้นเต้าชิ้วหรือพ่อครัวก็ยกกะทะผัดผักบุ้งสาดขึ้นฟ้าเต็มแรง
ผัดผักบุ้งก็จะลอยข้ามถนนไปตกลงบนจานที่เสี่ยวเอ้อยืนรอรับอยู่อย่างสวยงาม
แค่นี้ก็ดังระเบิดเถิดเทิงยังกับกลองยาวอยุธยาแล้ว
ยังมีอีกสำนักหนึ่งตั้งอยู่ที่ห้องแถวไม้เก่าแก่เหมือนเหมือนกันกับสำนักหมอสุข
ต่างกันที่ไม่ได้หันหน้าหาคลองแต่หันหน้าหาถนนสายเล็ก ๆ
ที่ไปบรรจบกับสะพนาคอนกรีตโค้งทอดข้ามคลองเพื่อไปเชื่อมต่อกับถนนเล็ก ๆ
อีกสายหนึ่งที่มุ่งตรงไปทางวัดตรีทศเทพ
ที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งคือที่นี่ไม่ได้ทำธุรกิจแบบผสมผสานเหมือนร้านกาแฟ
แต่ให้บริการดูหมอเพียงอย่างเดียว หมอดูก็มีท่านเดียว
เห็นขึ้นป้ายตัวเบ้อเริ่มน่าเกรงขามว่า
โหรแม่น ตาทิพย์
บรรทัดต่อ ๆ มาก็เป็นการโฆษณาสรรพคุณแบบฝอยท่วมหลังช้าง
ลงท้ายด้วยการท้าให้มาพิสูจน์ความแม่น เพราะแกทาย
แม่นระดับโหรเอกนอสตราดามุสยังยอมชิดซ้าย แต่ผมว่าฝรั่งเศส
เขาขับรถสวนทางกับบ้านเรา ขืนยอมชิดซ้ายคงชนกันเละแน่
เห็นท้าพิสูจน์กันถึงอย่างนี้แล้วผมคงต้องขอรับท้า
ถ้าไม่ติดเงื่อนไขบางประการ
ข้อแรกคือผมไม่ใช่คนประเภทชอบสอดรู้สอดเห็นกับอนาคตของตัวเอง
และบังเอิญจำได้ว่าท่านโหรผู้นี้เป็นคนเดียวกับที่เคยดูดวงให้ภรรยาผมแล้วทายเรื่องเนื้อคู่อย่างพิศดารเสียจนผมทนไม่ได้ต้องลุกหนีมาตามที่เคยเล่าแล้ว
แต่คนอื่นเขาก็ใช่ว่าจะขวางโลกเหมือนผมไปเสียทุกคน
ดังนั้นลูกค้าของโหรแม่นตาทิพย์จงมีมาไม่ขาด
ประกอบกับแกมีลูกเล่นลูกฮาผสมไปกับการทำนายทายทัก
ชื่อเสียงของโหรแม่นแกก็ไม่เป็นสองรองใครในละแวกนั้น
ลูกค้าคนหนึ่งของโหรแม่นคือสาวใหญ่วัยสามสิบเศษชื่อว่าแม่ศรี
แม่ศรีมีอาชีพเป็นคนทำความสะอาดห้องพักหรือที่เรียกกันเป็นภาษาฝรั่งอังกฤษแต่ดัดจริตเขียนเป็นไทยว่า "เหมด"
อยู่ที่เกสต์เฮ้าส์หลังตลาดนานา เป็นอาคารสูงใหญ่หลายชั้น
คู่กันกับสถานบริการนวดแผนโบราณที่จันทร์แรมทำงานอยู่ และจันทร์แรมกับศรีก็เป็นพื่อนซี้กันด้วยพูดถึงรูปร่างหน้าตาสองคนนี่ก็จัดว่าพอดูได้
แต่จันทร์แรมจะดูได้นานกว่าศรีหลายชั่วโมง
"ตกลงว่าแม่ศรีจะดูเรื่องโชคลาภนะ"
โหรแม่นย้ำอีกที่ต้องย้ำเพราะไม่อยากให้มาทะเลาะกันทีหลัง
เพราะฉันดูหมอไม่เหมือนคนอื่น
ไอ้ประเภทดูดวงเดียวถามถึงวงศาคณาญาติต่อไปอีกตั้งหลายสาแหรก
ฉันรับไม่ได้จริง ๆ แก่พูดไปก็ผูกดวงไป
"เรื่องเดียวจริง ๆ ค่า"
แม่ศรียืนยันหนักแน่น ญาติโกอีฉันน่ะไม่อยากจะรู้หรอกว่าใครมันจะรวยจะจน
ถึงมีมันไม่มาแบ่งให้เรากิน
อยากรู้อย่างเดียวว่าเมื่อไหร่อีฉันจะรวยกะเขาเสียที
โหรแม่นผูกดวงเสร็จ
วางจานหมุนหาลัคนาแบบสำเร็จรูปทีชอบใช้อยู่เป็นประจำลงบนโต๊ะ
เขม้นมองดวงชะตาพิจารณาอยู่แว๊บหนึ่งแล้วจึงตบโต๊ะผาง
ทำเอาแม่ศรีตกใจถึงกับตกใจสะดุ้งเฮือก
"ได้การละแม่ศรี"
เสียงโหรแม่นดังยังกับลำโพงแปดหลอด
ไปยังไงมายังไงถึงได้มาสะดุดโชกใหญ่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเข้าได้ล่ะนี่
"แม่ศรีตาลุกโพลง"
"จริงหรือค่ะท่านอาจารย์"
"เรื่องดวงเรื่องดาวพูดเล่นได้หรือ"
ท่านโหรใหญ่ทำเสียงดุ สมหวังละคราวนี้ รีบไปเสี่ยงโชคเถอะ
เสี่ยงน้อยได้น้อยเสี่ยงมากได้มาก
ถ้าจะให้ได้เป็นกอบเป็นกำถึงกับกู้หนี้ยืมสินเขามาเสี่ยงก็ควรจะทำ
โหรแม่นแกยุส่ง แถมท้ายด้วย
"รวยแล้วก็อย่าลืมฉันเสียล่ะ
ไอ้คนยังฉันมันก็แค่นี้ ได้แต่ยุให้คนเขาเป็นเศรษฐี"
"โถ ท่านอาจารย์เจ้าขา
คนอย่างอีฉันน่ะ ถึงยากดีมีจนก็ไม่ลืมบุญคุณคนง่าย ๆ
ดอกเจ้าค่ะขอให้รวยจริงเถอะจะมาสมนาคุณให้ถึงลือเชียว"
แม่ศรีแกเป็นคนยุขึ้นเสียด้วย
ถึกกับเดินสายกู้เงินเขามาเสี่ยงโชคไม่เว้นแม้แต่นักเลงใหญ่อย่างเล่าแป๊ะ
ได้มาเท่าไหร่ก็ทุ่มลงไปทั้งบนดินใต้ดิน ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน
เรียกว่าทุ่มแรงทุ่มหนักยังกับนักยูโดทีมชาติก็ว่าได้
เพราะขนาดคนตาทิพย์บอกถ้าไม่เชื่อแล้วจะให้ไปเชื่อใคร
แม่ศรีแกจึงรอด้วยความหวังว่างานนี้รวยเละแน่
วันหวยออกแม่ศรีแกถูกหวยกินเรียบไม่ใช่ถูกหวยกินรวบ
แกจึงเละเพราะถูกเจ้าหนี้รุมทึ้งจะเอาเงินคืน ไม่ใช่รวยเละอย่างที่หวัง
แม่ศรีแกจะเอาที่ไหนมาคืนให้
จันทร์แรมสงสารเพื่อนก็สงสาร สมน้ำหน้าก็สมเพราะเดือนแล้วก็ไม่ฟัง
แต่ก็ต้องช่วยแก้ปัญหาไปตามอัธยาศรัย จึงได้จูงข้อมือเพื่อนมาหาเล่าแป๊ะ
"ฉันมันไม่ควรเลย
เป็นเพราะไอ้โหรแม่นตาทิพย์มันยุ ไม่นึกเลยว่ามันจะตาถั่ว"
แม่ศรีแกรำพันซ้ำซากจนแป๊ะรำคาญ
"ลื้อจะให้ช่วยอะไรก็บอกมาเสียทีซิ"
"ที่บากหน้ามาคราวนี้ ก็หวังจะขอยืมเสี่ยไปถอนทุนคืนอีกสักครั้ง"
"ช่วยศรีเขาอีกสักครั้งเถอะแป๊ะ"
จันทร์แรมช่วยพูด " คราวนี้ฉันจะคอยควบคุมดูแลเอง
ไม่ให้หลวมตัวจมไปมากอย่างครั้งก่อน "
แป๊ะมองใครครวญ แล้วมองมาทางหมอสุข
"จันทร์แรมลื้อพาเพื่อนไปหาหมอสุขไป
ให้อีช่วยดูให้หน่อย" "แป๊ะออกคำสั่ง"
ถ้าอีดูว่าจะถูกหวยค่อยมาเอาเงินกับอั๊ว
"
ตอนนั้นพอดีหมอสุขแกว่างอยู่ มหาทองกับผมรวม 3
คนก็เปิดรายการซุบซิบสโมสรกันเป็นการครึกครื้น
เรื่องที่นำมาซุบซิบก็ไม่พ้นเรื่องของแม่ศรี
เพราะเป็นข่าวเด่นในรอบสัปดาห์พอจันทร์แรมกับศรีเดินมาวงนินทาก็เลยแตก
พอจันทร์แรมอ้างว่าเป็นวัตถุประสงค์ของเล่าแป๊ะ
หมอสุขก็กุลีกุจอด้วยความเต็มใจ
"แม่ศรีแจ้งวันเดือนปีเกิดมาซี"
หมอสุขพูดพลางหยิบปฏิทินโหรมาเตรียมจะผูกดวง แม่ศรีมองแบบไม่เชื่อน้ำมนต์
"วันเดือนปีเกิดอีกแล้ว
ไอ้ฉันหรือนึกว่าจะบอกมาเป็นตัวเลขจะ ๆ ไปเลย"
"ยังงั้นคงมาผิดที่แล้ว ถ้าอยากได้เลขต้องไปขูดตะไคร่เสาปูนตอม่อสะพานโน่น"
หมอสุขชี้มือออกท่าทาง หน้าตายิ้มแย้ม
"ก็ฉันมันโดนมาจนแทบจะเข็ดเสียแล้ว
ฮึ..ฉันไม่อยากจะเล่าให้ใครรู้หรอก เดี๋ยวจะตกเป็นขึ้ปากนินทาเสียเปล่า ๆ"
ว่าแล้วแม่ศรีก็บอกวันเดือนปีเกิดให้หมอสุขเอาไปผูกดวงชะตา
ผมกับมหาทองมองสบตากันแล้วกลั้นหัวเราะแทบว่าต้องหยิกกันตัวเอง
ป่านนี้แม่ศรีแกยังคิดว่าเรื่องของแกยังไม่มีใครรู้อยู่อีก แกช่างซื่อบริสุธิ์อะไรขนาดนี้
"ขึ้นชื่อว่าอบายมุขมันก็อย่างนี้แหล่ะแม่ศรีเอ๋ย
ใครหลงติดบ่วงมันเข้าก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น "
มหาทองได้ทีรีบฉวยโอกาสเทศน์โปรดสัตว์
"โทษแต่ฉันคนเดียวมันก็ไม่เป็นธรรมนะมหา
ถ้าตาโหรตาถั่วนั่นแกไม่ยุส่งฉันก็คงไม่ย่ามใจอย่างนี้ ฮึ..พูดแล้วเจ็บใจไม่หาย
ว่าจะไม่เล่าแล้วเชียว ทีแรกคิดว่าของถูกแค่เลขท้าย ๆ
แกพูดยังกับฉันจะถูกรางวัลที่หนึ่ง"
ผมนึกในใจว่าก็ถูกรางวัลที่หกแล้วไง
แต่ไม่กล้าพูดออกไปเพราะไม่สนิทกัน
พอดีหมอสุขผูกดวงแม่ศรีเสร็จ แล้วพิจารณาในขณะที่คนอื่นต่อปากต่อคำกันอยู่
"โหรแม่นแกก็พูดไปตามดวงตามดาวละแม่ศรี
อย่าไปโทษแกเลยจะปาปากเปล่า ๆ"
หมอสุขแก้ต่างให้เพื่อนร่วมอาชีพ
"อย่ามาแก้ตัวให้พวกเดียวกันอยู่เลย จะแนะนำยังไงก็ว่ามา
นี่ถ้าแป๊ะเขาไม่บอกให้มาคงไม่มาหรอก เข็ดเสียแล้ว"
"ศรีก้อ.." จันทร์แรมเตือนสติ
จะพูดจาอะไรเกรงใจหมอสุขเขาบ้างซิ เดี๋ยวแป๊ะได้ยินเข้าเขาจะโกรธเอา
คราวนี้ได้ผล ศรีเสียงอ่อนลงไปถนัด
"ว่ายังไงจ๊ะพ่อหมอ ฉันพอจะมีหนทางใช้หนี้ได้ไหม"
"เรื่องหนี้น่ะ ฉันแนะว่าให้ผลัดเขาไว้สิ้นเดือน
แม่ศรีจะมีเงินใช้หนี้เขาได้ทุกบาททุกสตางค์"
"จะเอาที่ไหนไปใช้เขา ลำพังเงินเดือนยังแทบไม่พอยาไส้"
"ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าจะให้แม่ศรีเอาเงินเดือนไปใช้หนี้"
"อ้าว พูดยังไงกันยะพ่อหมอ หรือจะให้ฉันซื้อหวยแก้ตัวก็ว่ามา"
"คราวนี้แม่ศรีไม่ต้องแทงหวยก็รวยเอง"
"เชอะ แม่ศรีทำเสียงถอนฉุนอย่างเหลืออด"
"เชื่อหมอสุขสักครั้งเถอะศรี จันทร์แรมปลอบ"
"ก็อยากจะเชื่ออยู่หรอกแต่มันเชื่อไม่ลง พูดยังกับละครโทรทัศน์"
ศรีลุกขึ้นยืนสะบัดสะบิ้ง ขนาดตาทิพย์ดูยังเป็นขนาดนี้
แล้วหมอสุขยังแนะให้ฉันนั่งรอราชรถมาเกย
พวกเจ้าหนี้มันก็มารุมฉีกอกฉันตายปะไร
"ให้มาฉีกอกฉันแทนก็ได้"
"หมอสุขชักรำคาญ"
บอกเจ้าหนี้แม่ศรีทุกคนเลยว่า หมอสุขพูดอย่างนี้
ให้รอดูปลายเดือนเถอะแล้วจะเห็นกัน
ผมได้ยินอย่างนั้นถึงกับสะดุ้ง
ที่หมอสุขแกมั่นใจในวิชาความรู้จนกล้าฟันธงออกไปอย่างนั้น
หันไปสบตากับมหาทองก็รู้ได้จากสายตาว่า มหาแกก็คิดเหมือนกัน
"จริงอย่างที่พระท่านว่า โลภนักมักลาภหาย..เฮ้อ"
มหาทองพูดแล้วก็ถอนใจยาว
"แต่คนสมัยนี้ไม่ชอบฟังที่พระท่านว่า
แต่ชอบฟังที่ว่าพระท่านมากกว่า..เฮ้อ"
ผมพูดแล้วก็ถอนใจยาวกว่า
พอลับหลังจันทร์แรมกับศรีที่เดินจากไปอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อค่อน
ผมกับมหาทองก็อดนินทาตามหลังไปไม่ได้
แล้วก็หันไปหาหมอสุขถามเรื่องที่ยังข้องใจ
หมอสุขแกก็ชี้ให้ดูดวงแม่ศรี
"ราหูกุมลัคน์ทำให้เขาเป็นคนชอบเสี่ยง
และมีโชคลาภจากการเสี่ยงนั้นเป็นประจำ
แต่ราหูของแม่ศรีเขามีตำแหน่งเป็นราชโชค
เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงให้มันเสียวเสียเปล่า ๆ เพราะ
โชคลาภของเขานั้นไม่ต้องซื้อต้องหาก็มาเอง"
"แล้วโหรแม่นแกดูยังไงว่าจะมีโชคมีลาภ ไม่เห็นจะมีเลย"
ผมสงสัย
"โหรแกดูไม่ผิดหรอก แต่มันก็ไม่ถูก"
"นี่จะมาชวนเล่นปริศนาธรรมกันหรือยังไงหือพ่อหมอ"
มหาทาองแกตีความไปโน่น
หมอสุขหยิบกระดาษแผ่นดวงวางตรงกลางโต๊ะ
"ที่ผมว่าไม่ผิดหน่ะเพราะแม่ศรีเขากำลังมีโชคจริง ๆ
เรื่องโชคนี้โหราจารย์ท่านวางไว้เป็นกฏมี 6 ข้อ ของแม่ศรีเข้ากฏข้อ 2 ท่านว่า
พระเสาร์ต้องราหูท่านดูตรง อังคารคงเล็งศุกร์ และ สุริยา - ถูกพฤหัสบดีมีลาภครัน ฯ"
ผมพยายามไล่นิ้วตามดาวในดวงเดิมดวงจรที่หมอสุขเขียนร่างไว้เคร่า ๆ
แต่ก็ตามไม่ทันอยู่ดี
ต้องหันไปหามหาทองให้ช่วยเพราะรู้ว่าแกพอจะมีพื้นทางโหราศาสตร์ไทยอยู่บ้าง
"ดูยังไงหือ มหาฯช่วยขยายความหน่อยซี"
มหาทองชีนิ้วไล่ดาว นิ้วเคลื่อนไปปากก็ขยับตามไป
"ก้อดูที่ราหูเดิมเขาต้องมีเสาร์จรมาทับหนึ่งละ
ดูศุกร์เดิมเขาต้องมีอังคารจรมาเล็งสองละแล้วก้อดูพฤหัสเดิมเขาต้องมีอาทิตย์จรมากุมสามละ
แต่เอ..."
มหาทองอธิบายค้าวไว้อย่างนั้น แล้วทำท่างง ๆ อยู่
ผมพอตามทันแล้วตอนนี้ก็เลยงงตามไปด้วย
เพราะดวงนี้กล้าเป็นว่าราหูจรทับเสาร์เดิม
ส่วนเสาร์กับอังคารจรไม่ได้ทับหรือเล็งใครเลย
แต่อาทิตย์กับศุกร์จรกำลังทับอังคารเล็งพฤหัสเดิม
ทั้งผมและมหาทองจึงเงยหน้ามองหมอสุข เห็นนั่งอมยิ้มอยู่
"ถ้าตามตำราจริงๆ รูปดาวต้องเป็นอย่างที่มหาทองว่า
แต่ดวงของแม่ศรีเขามีรูปดาวอย่างนี้จัดว่าเป็นโชคใหญ่โดยอนุโลมเท่านั้น
เมือเป็นอย่างนี้อิทธิพลก็จะอ่อนลง"
"อ๋อ เลยทำให้แกไม่ถูกล๊อตเตอรี่" ผมสู่รู้
"จะพูดอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่
ที่ว่าอิทธิพลอ่อนลงน่าจะตีความว่าแทนที่จะถูกรางวัลทีหนึ่งที่สอง
ก็ลดลองมาเหลือแค่เลขท้ายสามตัวสองตัว"
"แต่นี่แกไม่ถูกเลยซักกะตัว"
"ก็เพราะว่าโชคของแม่ศรีเขาไม่ได้มาจากล๊อตเตอรี่น่ะซี"
"พูดอย่างนี้แสดงว่าพ่อหมอสามารถดูได้ว่าลาภจะมาจากทางใดละซี"
มหาทองถาม
"ใช่..." หมอสุขยอมรับ
แต่วิธีดูไม่ได้มาจากตำราโหราศาสตร์โดยตรง
ตรงนี้ต้องบอกกันก่อนจะได้ไม่มาว่ากันทีหลัง
เพราะนักโหราศาสตร์บางคนเขาก็เคร่ง
พยากรณ์โดยไม่ยอมใช้ศาสตร์อื่นใดเข้ามาปะปนให้เป็นเสนียดราคี
"เอาเถอะ ยังไงผมก็ไม่ใช่นักโหราศาสตร์อยู่แล้ว
ช่วยขยายให้หายโง่หน่อยเถอะ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม จริงไหมท่านมหาฯ"
ผมหันไปหาพวก มหาทองพยักหน้ารับอยู่หงึกหงัก
หมอสุขกระแอมไอกลืนน้ำลายเรียกเสียง แล้วจึงสาธยายขยายความ
"จากลิลิตทักษาพยากรณ์พระนิพนธ์สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
แล้วหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต(วิเชียร
จันทน์หอม)ตรวจชำระและทำคำอธิบายเฉลิมลิลิต
มีเรื่องการหาโชคปีหรือโชคศรีความว่า ให้ตั้งอายุเรา จึงหยิบเอาอายุศรี
บวกันถกลทวี เอาทวาทศหาร เศษ สังขยาอย่าง แต่ปางก่อนเดิมวิตถาร
สิ้นเศษจงกาการ กำหนดนับละห้าไป"
ผมยอมรับว่าไม่รู้เรื่อง
แต่คิดว่าสักวันหนึ่งก็คงรู้เองถ้าพื้นความรู้ดีกว่านี้
หมอสุขแกเหมือนจะดูออกจึงแสดงวิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ผมจับความได้กระท่อนกระแท่น เรียบเรียงมาเล่าพอได้ใจความดังนี้
-
หาอายุย่างได้ 36 ปี
-
เกิดวันพฤหัสบดี อายุย่าง 36 ปี ตกภูมิเสาร์
ได้ศุกร์เป็นศรีมีกำลัง 21
-
36 + 21 = 57 หารด้วย 12 ได้ลัพธ์
4 เศษ 9
-
นับจากราศีพฤษภไปเท่าเศษ ตกราศีมังกรเรือนเสาร์กาไว้
นับต่อไปอีกห้าตกราศีพฤษภทับดาวศุกร์ตนุลัคน์กาไว้
นับต่อไปอีกห้าตกราศีกันย์ทับดาวพฤหัสกาไว้
"แล้วยังไวต่อ"
ผมเร่งเพราะอยากรู้
"ก็ไม่ยังไง ให้ดูที่กา
ถ้าต้องจุดเจ้าชะตาได้แต่ลัคน์อาทิตย์จันทร์ก็ว่าจะมีโชคในปีนั้นดวงนี้กาเขาโดนตนุลัคน์
แม้ไม่ตรงตามตำราก็อนุโลมว่าจะมีโชค"
"อนุโลมอีกแล้ว ผมว่าอนุโลมมากไปหน่อยก็เลยไม่ถูกล๊อตเตอรี่มั๊ง"
"ไม่ใช่หรอก ที่ไม่ถูกเพราะโชคมันไม่ใช่ล๊อตเตอรี่หนึ่ง
แล้วก้อยังไม่ถึงเวลาอีกหนึ่ง"
"รู้ได้ยังงัย" ผมกับมหาทองถามประสานเสียง
หมอสุขมองหน้าทั้งสองคนไปมา เหมือนกำลังตัดสินในว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดีกว่า
ในที่สุดก็พูดออกมา
"คุณรู้จัก โชคสามชั้นไหม"
มหาทองพยักหน้าแต่ผมส่ายหน้า
ถ้าถามว่ารู้จักหมูสามชั้นไหมผมคงพยักหน้า เพราะกินผัดคะน้าหมูกรอบบ่อย ๆ
"โชคมนุษย์มีต่าง ๆ
ที่พอเข้าใจได้และหาได้อันปรากฏอยู่ในศาสตร์พยากรณ์คือ โชคสามชั้น
ชั้นแรกเกิดจากตัวเองคือตัวเองเป็นผู้ลงทุนลงแรงหามา ได้แก่อาชีพการงาน
ตรงกับเรือน คาถา-ธนัง ชั้นที่สองเกิดจากการเสี่ยงเช่นเสี่ยงโชคการพนันรวมถึงล๊อตเตอรี่
ตรงกับเรือน คาถา-ปุตะ ชั้นที่สามเกิดจากฟ้าประทาน
คือได้มาเองเหมือนราชรถมาเกย ตรงกับเรือนคาถา-ลาภะที่เขาเรียนกันว่าโชตลาภ
แต่เราไปเข้าใจว่าโชคทุกอย่างเป็นโชคลาภไปหมด"
ผมสับสนกับศัพท์เทคนิคต่าง ๆ เช่น ธนังปุตตะลาภะ จึงหันไปถามมหาทอง
ขณะที่หมอสุขก้มหน้าเขียนตัวเลขต่าง ๆ บนกระดาษอย่างรวดเร็ว
"เป็นวิชาเลข ๗ ตัว มีอยู่ในตำราพรหมชาติ
ไปหาอ่านเอาซี" มหาทองขยายความ
หมอสุขเลื่อนแผ่นกระดาษที่เขียนตัวเลขหลายแถวต่อจากรูปดวงชะตามาให้ดู
ผมดูแล้วก็รอฟังคำอธิบาย
"เมื่อกี้เราหาได้ว่าโชคเขาตกราศีมังกรเรือนเสาร์คือดาว
๗ ดูที่เลข ๗ ตามแผนภูมินี้จะตกที่เรือนคาถาธนัง-ปัตนิ-ลาภะ
เราอย่าไปดูเรื่องอื่นให้เสียเวลาเลย ปัตนิ-ลาภา แปลว่า
โชคลาภที่ได้มาจากผู้อื่น ทีนี้มาดูที่กาลโยค เลข 7 ของเขาตกมรณะ..."
"กาลโยคคืออะไร"
"เราคำนวณกาลโยคได้จากปีจุลศักราชกำเนิด
ถ้าของไทยจะเป็นอธิบดีธงชัยอุบาทว์และโลกาวินาศ
แต่ของพม่าเขาจะมีถึงเจ็ดคาถาคือเพิ่มขุมทรัพย์มรณะและราชาเข้าไปอีก"
ผมยิ้มแหย ๆ ด้วยความสับสนเพราะรับข้อมูลมากเกิดไปและเร็วเกินไป
"ฟังไปก่อนแล้วกัน"
หมอสุขปลอบ อยากถามผมว่ารู้ได้ยังงัย
ผมก็พยายามจะบอกว่าไม่ได้เดาหรือมั่วเอาเอง
มันก็ต้องอ้างอิงตำรากันหน่อย..ต่อไปดูที่เลข ๗ ตัว ๑๒ ฐาน กำลังราหู ๆ เลข ๘
ไปอยู่กับเลข ๑ เลข ๑ เป็นมูละจรทางทักษา รวมความแล้วอ่านได้ว่า
โชคที่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย
คราวนี้ผมไม่งงแล้ว เพราะฟังอย่างผ่านหูซ้ายทะลุหูขาว
แต่มหาทองแกเอียงหูฟังกางหูผึ่งเพราะพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง
"งั้นแม่ศรีเขาคงได้เลื่อนตำแหน่งละซี"
มหาทองครุ่นคิดใคร่ครวญ
"มหาฯ ดูที่เลข ๗ เป็นเดชของอาตมาคือเลข ๓ อ่านว่า
เป็นโชคที่มาจากหน้าที่การงานและเลข ๑ หมาถึงทองคำ"
มาถึงตรงนี้ มหาทองแกก็ถึงบางอ้อแล้ว ถึงกับตบโต๊ะผาง
"รู้แล้ว ๆ แม่ศรีเขาจะได้ทองของคนอื่นจากที่ทำงาน"
"ขโมยเหรอ" ผมเดาอย่างมองโลกในแง่ร้าย
"ไม่ใช่" หมอสุขเฉลย
แกจะเก็บได้ต่างหาก
บอกแล้วไงว่าโชคนี้ติดมรณะแปลว่าของหายรอให้ถึงเวลาประมาณปลาย ๆ เดือนนี้แหละ
เป็นได้เรื่อง
ก่อนสิ้นเดือนนั้นเอง ศรีเข้าไปจัดห้องพักที่เกสต์เฮ้าส์ตามหน้าที่
ก็พบทองคำที่ชาวต่างประเทศผู้มาพักลืมทิ้งไว้แล้วรีบร้อนเช๊คเอาท์ออกไป
คงเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เพราะทางเกสต์เฮ้าส์ประกาศหาเจ้าของก็ไม่มีใครมาติดต่อขอรับคืน
ทองคำนั้นจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของศรี แกนำไปขายที่ร้านทองแถวบางลำพูใกล้ ๆ
นั่นเอง นำเงินมาใช้หนี้ได้หมด สมดังคำทำนายของหมอสุข
ความจริงเรื่องนี้ควรจะจบได้แล้ว จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเสียด้วย
แต่ที่ต้องจบไม่สวยแล้วยังมีภาคต่อไปอีกยาวยังกับเรื่องรามเกียรติ์
เพราะว่าหลังจากนั้นไม่นาน วันหนึ่งเมื่อผมเดินผ่านสำนักของโหรแม่นตาทิพย์
ผมก็ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปเยือนสำนัก
ซึ่งทำให้ผมแปลกใจมากและที่ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีกก็เพราะโหรแม่นแกถึงกับลงทุนสั่งข้าวแกงเครื่องดื่มมาเลี้ยงดูอย่างไม่อั้น
ผมมาหายแปลกใจเอาตอนที่โหรแม่นแกตั้งคำถามแบบยิงหมัดตรงมาใส่ผม
หลังจากกินข้าวแกงของแกอิ่มแล้ว
"ถามจริง ๆ เถอะ เรื่องแม่ศรีน่ะหมอสุขเขาเอาอะไรมาดู
คุณรู้ไหม"
ปกติผมเป็นคนเก็บอะไรไม่อยู่ ๆ แล้วโดยเฉพาะความลับ
อีกทั้งเพิ่งจะกินของเขาเข้าไปยังไม่ทันย่อย
จึงตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการเล่าไปอย่างไม่ปิดบัง
"ทุก..กูนึกแล้ว"
โหรแม่นระเบิดอารมณ์เก็บกดจนน้ำลายกระเด็นเป็นฝอย
ดีว่าตอนนั้นผมกำลังยกแก้วชาดำเย็นขึ้นดูดพอดี
ไม่อย่างนั้นฝอยน้ำลายคงลงไปเต็มแก้ว
"ที่แท้มันก็ดูเลข ๗ ตัว
ไอ้พวกนี้ละก็เป็นอย่างนี้ทุกที ทำทีเป็นตั้งดวงดูให้คนเขาศรัทธาว่าดูดวงเป็น
แล้วก็แอบตั้งเลขมาอ่านทำนายเขาเป็นตุเป็นตะ"
"ทำแบบนั้นไปทำไมหรือครับ"
"จะทำไม มันก็อยากเลื่อนฐานะจากหมอดูมาเป็นโหรละซี"
"เป็นโหรแล้วเป็นยังงัยหรือครับ"
"เอ..คุณนี่ โง่จริง ๆ หรือ แกล้งโง่กันแน่"
โหรแม่นเอ็ดตะโรเอากับผม น้ำเสียงเปลี่ยนไป
คนที่จะเป็นโหรได้ต้องร่ำเรียนมาถึงขนาด สติปัญญาก็ต้องเฉียบแหลมกว่าคนทั่วไป
จัดเป็นระดับมีหน้ามีตาที่สุดในวงการ อย่างนี้คนมันก็เลยอยากเป็นโหรกันนัก
แต่เป็นพวกโหนต่องแต่งเสียละมาก ที่เป็นโหรจริง ๆ มีไม่กี่คน
พูดแล้วโหรแม่นแกก็หันไปมองกระจกกรอบรูปวุฒิบัตร
ที่แขวนประดับไว้เต็มข้างฝาอย่างภาคภูมิ
ผมขยับลุกยืน
"ผมต้องไปก่อนละครับ ขอบคุณที่เลี้ยงอาหาร"
"เชิญเถอะย่ะ" โหรแม่นเสือกไส อ้อ
แล้วอย่าลืมเสียล่ะ
"ลืมเรื่องอะไรหรือครับ"
"อย่าลืมเล่าให้หมอสุขเขาฟังว่าผมพูดว่ายังงัยน่ะซิ"
มีหรือที่ผมจะลืมเรื่องแบบนี้
โหรแม่นแกประเมินสันดานยุให้รั่วของผมต่ำไปเสียแล้ว
ถ้าหมอสุขแกไว้หนวดก็คงต้องโกรธจนหนวดกระดิก
เมื่อผมเล่าให้ฟังชนิดไม่ตกหล่นแต่ก็ชั่วอึดใจเดียวก็สงบรำงับลงได้
"โหรแม่นแกเป็นคนอย่างนี้เองชอบยกตัวเองแล้วเหยียบคนอื่น
ผมไม่ถือสาแกหรอก ยิ่งงานนี้แกเสียหน้าไปหลายศอก คงไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ"
ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ยังค้างคาใจอยู่ขึ้นมาได้
"ผมว่าที่โหรแม่นแกพูด บางอย่างก็มีเหตุผล
อย่างเรื่องดูดวงดูเลขผมว่ามันผสมปนเปกันอยู่เหมือนกัน เอายังงัยก็ไม่เอาเสียอย่าง
ขอโทษนะครับที่พูดตรง ๆ"
"พูดกันต่อหน้าอย่างนี้แหละดี ดีกว่าแอบนินทาลับหลัง"
หมอสุขยังเหน็บแนม คุณรู้ไหมว่าหมอดูสมัยก่อนท่านจะเรียนเลขจนคล่องแล้วจึงหัดดวง
ในวิชาเลข ๗ ตัว บางแบบกล่าวถึงความสัมพันธ์ของดวงชะตา เลข
ทักษาและกาลโยคไว้อย่างชัดเจน ผมจึงไม่ได้แหกคอกนอกครูแต่อย่างใด
"วิชาเลข ๗ ตัว มีหลายแบบหรือครับ"
"มีอยู่หลายสิบแบบ เท่าที่ผมรู้มีอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 30 แบบ
บางแบบก็พยากรณ์ได้พิศดารเหลือจะกล่าว"
ผมชักสนใจ เพราะไปเปิดตำราพรหมชาติดูแล้วก็ไม่เห็นอะไรมาก
"ไหนลองขยายให้ฟังสักแบบสองแบบซีครับ แต่ถ้ามันพิศดารนักก็ขอแค่หนังตัวอย่างก่อนก็พอ"
"แบบที่ผมใช้ทายแม่ศรีเขาเรียก อังคะวิชา แต่ว่าวิชาเขาพิศดารล้ำลึก
แค่ฉายหนังตัวอย่างคงไม่พอ เอาไว้ว่าง ๆ จะว่าให้ฟัง"
หมอสุขตัดบท
|