ท่าน อัลเฟรด วิทท์
ปรมาจารย์และบิดาของ
โหราศาสตร์ระบบ
Hamburg School of Astrology

รวบรวมโดย  ศ.เชตตรีฤทธิ์


ชาตะ  2 มีนาคม 2421, 21:12 น. Hamburg  มรณะสิงหาคม  2484, 4:01 น. Hamburg

ท่าน Alfred Witte เป็นโหราจารย์ที่เด่นมากที่สุดในเยอรมันต้นคริสศตวรรษที่ 20 และเป็นสาเหตุให้มีการตั้งสำนัก Hamburg School of Astrology  ได้เขียนบทความทางโหราศาสตร์มากกว่า 40 บทความ และเป็นผู้เขียนคัมภีร์พระเคราะห์สนธิเป็นคนแรก " Rules for Planetary Pictures " ท่านเป็นนักสำรวจ (land-serveyor)  สนามบินของเมือง Hamburg ก็เป็นหนึ่งในของผลงานของท่าน  ในชีวิตของท่าน  ท่านเป็นคนเปิดเผย    ท่านแต่งงานและมีบุตรีสองคน

ท่าน Witte เริ่มสนใจโหราศาสตร์ในปี  .. 2456 เมื่อท่านได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง " ความคิดเกี่ยวกับสี, ตัวเลข, คลื่นเสียง " " Thoughts on Colour, Number, Tone " ซึ่งท่านได้ความคิดมาจาก Jonnes Kepler ที่มีความเห็นในแนวเดียวกัน เป็นนักโหราศาสตร์ เป็นนักคำนวณ  สนใจเกี่ยวกับความสมดุลของเสียงดนตรีหรือจักรวาล บทความนี้ได้กล่าวถึงความสมดุลของความสั่นสะเทือนของดาวเคราะห์ต่างๆ(planets'vibration)  เป็นเหมือนวัตถุต่างๆต่างก็เกี่ยวข้องกันในแบบคุณสมบัติของคลื่นเสียง ดังตัวอย่างของซ่อมเสียง(tuning fork priciple) บทความนี้เป็นก้าวแรกมาสู่ความรู้ทางโหราศาสตร์ของท่าน 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ท่าน Witte ถูกส่งตัวไปอยู่แนวหน้าเผชิญกับกองทัพรัสเซีย  ซึ่งท่านได้พยายามทำนายการทิ้งระเบิดของฝ่านรัสเซีย  แต่การทำนายล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ท่านได้ค้นคว้าว่าระบบของโหราศาสตร์ดั้งเดิม(classic)ยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก  ท่านเริ่มศึกษาโหราศาสตร์ตามแบบของท่านเอง การศึกษาด้วยของจริง  ในที่สุดท่านก็สมหวัง และความสมหวังคราวนี้ทำให้มีการปฏิวัติวิชาโหราศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในต้นคริสศตวรรษ 20  เหมือนในสมัยของ Kepler ในคริสศตวรรษที่ 17 ซึ่งได้ค้นพบสูตรของจักรวาล  ได้จัดทำปฏิทินดาวที่มีความแม่นยำในสมัยนั้นและได้บันญัติของการทำมุมต่างๆบนพื้นฐานของเสียงดนตรี  ทุกวันนี้มีคนจำนวนน้อยมากที่รู้ว่า Kepler คือใคร และเป็นผู้ศึกษามุม  72 องศา, 135 องศา, 144 องศา ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องอุปมาอุปมัยทั้งสามมุมที  Ptolemeus  ไม่เคยได้ใช้ มุมสามเท่าทั้งมุมแรงและมุมอ่อน (ตรีโกณ) มุมหกเท่า(60 องศา)   ต่อมา Kepler ได้เผยแพร่ต่อวิชาโหราศาสตร์   ความจริงเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจากดนตรี  เป็นการทำมุมแบบใหม่  แต่หลังจากท่าน Kepler ถึงแก่กรรมได้ 17 ปี ทำมุมแบบนี้ก็ไม่มีใครสนใจ  ท่าน William   Lilly ใน ปี พ.. 2190 ได้แต่งตำราโหราศาสตร์ " Christian Astrology " ได้กล่าวถึงมุมใหม่มาอีกคือ 30 องศา, 36 องศา, 45 องศา และ 108 องศา และมีพื้นฐานจากดนตรีเช่นเดียวกันแต่ลึกกว่า  ทั้งนี้ได้ศึกษาการปฏิกริยาของซ่อมเสียง

ตั้งแต่ปี พ.. 2462  ท่าน Witte เริ่มเข้าร่วมกลุ่มกับ "Kepler Cycle" และเริ่มบรรยายความรู้ทางโหราศาสตร์ ในการบรรยายต่างๆท่านได้สอดแทรกความคิดของท่านเกี่ยวกับการปฏิวัติโหราศาสตร์ การพัฒนาโหราศาสตร์แบบดั้งเดิมไปสู่ความทันสมัยเป็นเบื้องแรก ต่อมาในปี พ.. 2468  สหพันธ์นักโหราศาสตร์แห่ง Hamburg ได้ก่อตั้งขึ้น และผู้นำในการก่อตั้ง " กลุ่มศึกษาโหราศาสตร์ the Hamburg School of Astrology "  และใน วันที่  17 สิงหาคม พ.. 2491 (หลังจากท่าน Witte ถึงแก่กรรมเพียง 13 วันโดยสานุศิษย์ของท่าน Witte  อาทิ  Wilhelm Beckmann, Conrad Hellurg, Hermann Lefeldt, Karl Perch, Herbert Pauels, Ludwig Rudolph, Heinz Schlaghecke, Wilm, and Schacht ด้วยจุดมุ่งหมายจะสืบทอด ศึกษา พัฒนา ความรู้ทางโหราศาสตร์ที่ท่านWitte ได้ค้นคว้ามา   

ความคิดไม่เหมือนกับท่าน Kepler  ท่าน Witte สนใจการทำมุมของปัจจัยต่างๆและสนใจระยะห่างของปัจจัยต่างด้วย  และใช้วิชาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ด้วยเช่น : a+b=c+dและเมื่อ a,b,c,d(พิจารณา)เกี่ยวข้องกัน และทำมุมแรงต่อกัน  ความคิดนี้เป็นความคิดที่ธรรมดาโดยแท้ และทำให้นักโหราศาสตร์ทั้งหลายได้มีเครื่องมือที่วิเศษสุดในการพิจารณาดวงต่างๆ ระยะห่างหรือตามสูตรคณิตศาสตร์ของปัจจัยต่างๆในดวงทำให้เกิด คัมภีร์พระเคราะห์สนธิขึ้น "planetary pictures " และมีความแรงต่างๆกัน เช่น ถ้าเราให้ a=b และ a และ b อยู่ในจุดเดียวกัน ดังนั้นเรากะได้สูตร 2a=c+d หรือ a=(c+d)/2 นั่นหมายความว่า จุด a จะอยู่กึ่งกลางของ c และ d หรือ ศูนย์รังสี ของ c และ d ปัจจัยที่แรงที่สุดเมื่อจุดอิทธิพล a=b และ c=d ดังนั้นสูตรนี้ทำให้สั้นลงได้ เป็น a=c ซึ่งหมายความว่า a ทับเครื่องหมาย = ไม่เคร่งครัดเหมือนคณิตศาสตร์แต่ให้ระยะพอสมควรได้(วังกะปัจจัยอาจจะอยู่ห่างกัน 180 องศา  ก็หมายความว่า = ได้  ดังนั้น a=c อาจจะ ทับ(0)ได้ หรือ อาจจะ เล็ง(180) ก็ได้ เรากลับมาพูดเรื่อง ศูนย์รังสีของ ท่าน Witte ศูนย์รังสี เหล่านี้จะมีคุณสมบัติสมบูรณ์เมื่อทำมุม 90 องศา หรือ 270 องศา กับปัจจัยอื่นและทุกวันนี้ สำนัก Hamburg School เพิ่มที่สำคัญคือ  45 องศา, 22.5 องศา, และรวมทั้ง 11.25 องศา ด้วย 

ในเวลาที่ผ่านมา ท่าน Witte และสานุศิษย์ได้ศึกษาจุดอิทธิพล ศูนย์รังสี ที่เกี่ยวกับสูตรทางคณิตศาสตร์ : 2a=c+d ในหลายแบบ หลายความเป็นไปได้  ได้ศึกษาศูนย์รังสีทุกศูนย์รังสี  และการผสมของปัจจัยต่างๆทุกปัจจัย  พร้อมทั้งจุดเจ้าชะตาทั้งหมดด้วย  ในทุกวันนี้  พื้นฐานแบบเก่าๆถูกทดแทนด้วยปรัชญาใหม่ๆและต้องตามสิ่งแวดล้อมใหม่ๆด้วย เกี่ยวกับ  a+b=c+d ที่เป็นปัจจัยในดวงต่างๆ  และความเปลี่ยนแปลงพัฒนานี้อาจจะไม่พัฒนาโดยมีหลักการที่ถูกต้องหรือเปล่า(?)  หลักฐานที่สำคัญและเป็นหลักฐานอันเดียวที่มีอยู่คือ "คัมภีร์พระเคราะห์สนธิ:โหราศาสตร์สำหรับวันพรุ่งนี้" "Rules for Planets Picture:The Astrology of Tormorow"  ซึ่งเน้นไปที่ จุดอิทธิพลและจุดศูนย์รังสี หลักฐานนี้บรรยายถึงคำแปลของปัจจัยต่างๆมารวมกัน  และจะเข้าสูตร 2a=c+d  คำนำของหนังสือเล่มนี้  จะกล่าวถึงเทคนิค(เครื่องมือ)ทางโหราศาสตร์มีพื้นฐานเกี่ยวกับ จุดเจ้าชะตาหกจุด คือ 

รูปธรรม

นามธรรม

เธอ

รูปร่าง

ร่าง

อาทิตย์
วัน

สังคมโดยทั่วไป

เมษ
ราหูของอาทิตย์

จิตใจ

จิต

จันทร์
ชั่วโมง

ความสัมพันธ์

ราหู
ราหูของจันทร์

วิญญาณ

ธาตุแท้

เมอริเดี่ยน
นาที

สิ่งแวดล้อมในขณะนี้

ลัคนา

ราหูของลัคนา

จะอธิบายอย่างสั้นๆจากหลักการของจิตวิทยา สมมตว่าโลกมี  "ฉัน Ego" และ "เธอ non Ego" ถ้าเรามาพิจารณา ฉัน และ เธอ ในสามระดับ (ร่างกาย  จิตใจ  วิญญาณ) เราจะได้จุด 6 จุด เอามาใช้กับคนเราที่จะติดต่อกับโลกภายนอก  และ 6 จุดนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในดวงทางโหราศาสตร์

ท่าน Witte ได้แก้ปัญหาเรื่องเรือนชะตาและเรื่องการใช้มุม  ท่านได้ใช้ระบบเรือนเท่ากัน และเอาจุดเจ้าชะตาทั้ง 6 จุดมาเริ่มเรือนต่างๆ อีก 6 แบบ  ท่านอธิบายว่าระบบเรือนแบบใหม่นี้  ทำให้เรามีโอกาสแยกแยะความแตกต่างของจุดเจ้าชะตาได้แยบยลขึ้น  ระบบเรือนที่กล่าวนี้ต้องใช้ทั้งระบบไม่ควรจะเว้น  เกี่ยวกับนิสัยของคนเราต้องดูเรือนที่ 1 ซึ่งเริ่มที่ลัคนา เรียกว่าเรือนลัคนาและ เริ่มที่ราหู เรียกว่าเรือนราหู  ของระบบเรือนเท่า  เกี่ยวกับ จันทร์ และ เมอริเดี่ยน เริ่มเรือนที่ 10 ที่จันทร์ และ เมอริเดี่ยน เรียกว่าเรือนจันทร์และเรือนเมอริเดี่ยน  เกี่ยวกับ อาทิตย์ และดาวอื่นๆ ก็เริ่มที่เรือน 4 ที่อาทิตย์หรือดาวอื่นๆ เรือนนี้เรียกว่าเรือนอาทิตย์  และเกี่ยวราศีเมษ เริ่มเรือนที่ 7 ที่ราศีเมษ เรียกว่าเรือนโลก  จะเห็นได้ว่าระบบเท่าของโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนได้ประยุกต์มาจากจุดเจ้าชะตาทั้ง 6 จุดทำให้ความเกี่ยวพันธ์กับโลกภายนอกอธิบายได้สมบูรณ์ 

แต่ว่าท่าน Witte ไม่ได้ใช้จานหมุน 360 องศาเพียงอย่างเดียว  ท่านยังได้ใช้เทคนิคอย่างอื่นด้วยโดยเฉพาะจานหมุน 90 องศา โดยใช้ปรัชญาว่า 360 องศา ทบสี่ เข้าก็เป็น 90 องศา  ปัจจัยต่างๆที่ทำมุม 90 หรือ 180 องศาต่อกันจะมาอยู่ในที่เดียวกันในจาน 90 องศา ยังใช้หามุมที่เกี่ยวพันกันง่ายและจาน 90 องศายังสามรถเจาะลึกถึงปัจจัยต่างๆในดวงได้อย่างลึกซึ้ง อย่างเช่นเจาะลึกเกี่ยวกับสูตร  a+b=c+d ในการทำมุมต่างๆในระบบของโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน โดยไม่กล่าวถึงมุมที่โหราศาสตร์เรเนี่ยนไม่ใช้ ท่าน Witte ได้ประดิษฐ์จาน 360 องศาซึ่งทำให้โหราศาสตร์มีเครื่องมือที่ทำง่ายแต่ให้ประโยชน์ในการพิจารณาดวงอย่างมากเป็นการปฏิวัติการพิจารณาดวงที่มาแต่โบราณ จาน 360 องศาใช้ในการพิจารณาดวงแบบราศีจักร  ระบบเรือนเท่า  และยังใช้หาศูนย์รังสีได้ด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ท่าน Witte ได้ค้นคว้าและมีความสำคัญมากด้วยคือ ดาวทิพย์ 4 ดวงและในภายหลังก็มีถึง รวมกันเป็น 8 ดวง " Transneptunian Planets" หรือก็เรียกว่าดาวของโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนในสหรัฐ  ดาวทิพย์ 4 ดวงแรก ท่าน Witte เป็นผู้ค้นพบและคำนวณด้วยตัวเอง  อีก 4 ดวงหลังเป็นศิษย์ของท่านและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง  Hamburg " Kepler Cycle" ท่าน  Friedrich Sieggrun  ดาวทิพย์ดวงแรกที่คำนวณออกมาคือ คิวปิโด  
เป็นดาวทิพย์แห่งการสมรสและครอบครัว  ท่าน Witte ได้คำนึงเรื่อง เมื่อมีการแต่งงาน เมอริเดี่ยนหรือจันทร์ (โค้งสุริยาตร)จะต้องทำมุมกับดาวอื่นๆ  แต่บางครั้งก็ไม่ได้ทำมุมถึงดาวอะไรเลย   ท่าน Witte ได้ตั้งสมมตฐานว่าคนที่แต่งงานต้องมีดาวทำมุมกับ เมอริเดี่ยนหรือจันทร์(โค้งสุริยาตร โดยการพิจารณาดวงกำเนิดของคนจำนวนมากที่มีวันที่แต่งงานแน่นอน พบว่าคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน จุดที่หายไปจะอยู่ใกล้ๆกันในดวง  ในทำปฏิทินของดาวทิพย์คิวปิโดก็ได้เหตุผลอันนี้  หลังจาก คิวปิโด ก็มี ฮาเดส,เซอุส,โครโนส,อาพอลลอน,แอดเมทตอส,วอลคานุส,โพไซดอน  ตารางข้างนี้จะสัญลักษณ์ ระยะเวลาโคจรรอบราศี  ความหมาย  หลักการ 

ดาวทิพย์ คุณสมบัติหลัก คุณสมบัติทั่วไป

แสดงออก

ผล


คิวปิโด

262.5
ปี

กลุ่ม

สหภาพ
การร่วมมือ
ความคล้ายคลึงกัน

สมาคม,
การสมรส
การสร้างสรรทางศิลปะ

ครอบครัว,ชุมชน, บริษัท, สโมสร สมาคมต่างๆ, การรวมกลุ่ม  งานศิลปะ  นักศิลปะ


ฮาเดส

360.66
ปี

แตกแยก  กระจัดกระจาย

เรื่องน่ารังเกียจ สะอิดสะเอียน ความป่วยไข้  ความเศร้าหมอง ความไม่บริสุทธิ

อดีต
ของโบราณ
   ความลับ  มุมมองที่แตกต่างกัน

ซาก,สลัม  ขยะ  ปฏิกูล  ท่อน้ำทิ้ง  ที่ทิ้งขยะ  ตม  ปลัก  ส้วม  ทรายดูด, ปุ๋ยคอก, ปุ่ยพืช  หนอน  ขุดดินหา  แมลง  โรคภัย


เซอุส
455.6
ปี

ความจริง  ความปรารถนา

ความเป็นผู้นำ  การสร้างสรร ความกำเนิด

ความประสงค์อย่างแรง  พลังโดยตรง  พังงานที่บังคับได้

ไฟ  เครื่องจักร  เครื่องจักรกล  อาวุธปืน  เชื้อเพลิง  ผลผลิตจากอุตสหกรรม  เป้าหมาย  เป้าหมายระยะยาว


โครโนส

521.8
ปี

ผู้เป็นนาย  นายหัว  ความเป็นเจ้า  ผู้มีอำนาจ

การจัดการ

ผู้นำ  ผู้มีสิทธิ  ตำแหน่ง  ความได้เปรียบ

รัฐบาล  ข้าราชการ  ความเป็นเจ้า  การปกครองสงค์  ผู้นำรัฐ  ปกครองแบบพ่อปกครองลูก


อาพอลลอน
576
ปี

ความรู้ การขยาย  ที่ว่าง

การแผ่ขยาย มองดูดี  การกลืนวัฒนธรรมหรือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ประสบการณ์  โอกาส
จำนวนมาก ระยะทางไกล

การศึกษาขั้นสูง, การเรียนรู้, พลุ่ง, วิทยาศาสตร์, การพานิช, สินค้า, องค์กรเพื่อสันติภาพ


แอดเมทตอส
624
ปี

แบบแผน, มวล, ภายในลึกซิ้ง

ฐาน, เป้าหมาย, กำหนดเวลา

กิจกรรมวนไปมา, การหมุน, วงกลม, นิ่ง, ของแท้, ข้น, ความอัดความลึก, จบ, ความตาย

นิวเคลียส, แก่น, ความดึงดูด, ผูกมัด หรือ ย้ำ,วัตถุดิบ, แร่ธาตู, สินแร่, ผลึก, หิน, ลึกจากผิวโลก, ลึกล้ำ


วอลคานุส
663
ปี

พลังงานที่แน่วแน่

อำนาจ, พลังงานสำรอง

อำนาจสนับสนุน, พลังงาน, อำนาจ

ความเข้มแข็ง (ร่างกาย, จิตใจ,ฯลฯ)), แนวโน้มว่าจะมีพลัง, โรงไฟฟ้า


โพไซดอน

740
ปี

แสง

ความเข้าใจ, การรู้แจ้ง

ความจริง, ความคิด

จิตภายใน, ปรัชญา, ปัญญา, ข้อมูล

เรื่องดาวทิพย์นี้ ท่าน Witte ได้คำนวณค้นพบเอง 4 ดวง คือ คิวปิโด  ฮาเดส   เซอุส  และ โครโนส  ส่วน 4 ดวงหลังคือ อาพอลลอน  แอดเมทตอส  วอลคานุส  โพไซดอน  ท่าน  Friedrich  Siggruen ค้นพบและคำนวณได้

กลับมาพูดถึงเรื่องสัญลักษณ์ของดาวทิพย์  จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์ของ คิวปิโด ก็คือ ส่วนผสมของ ดาวศุกร์และพฤหัส, ของ อาพอลลอนเป็นส่วนผสมของ ดาวพฤหัสและราศีมิถุน, ของ โพไซดอน เป็นส่วนราศีมีน ตะแคงข้าง, เรื่องนี้ไม่ใช่บังเอิญ  ท่าน Witte  ปรารถนาให้โหราศาสตร์แบบของท่านมีเอกภาพของตัวเองในเรื่องดาวเกษตรของจักรราศี  ความคิดนี้ได้มาจากการโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัส  ซึ่งระหว่างช่องว่างของดาวทั้งสองดวงเป็นเส้นทางโคจรของดาวพระเคราะห์น้อย ซึ่งไม่เคยกล่าวว่าดาวพระน้อยเหล่านี้เป็นดาวเกษตรของราศีไหนเลย  ซึ่งอาจจะมีดาวเคราะห์อยู่จริงมาก่อนก็ได้  ดังนั้นระบบดาวเกษตรของท่าน Witte จึงมีภาพดังข้างล่างนี้

ราศี

คุณสมบัติเกษตรภายนอก

คุณสมบัติเกษตรภายใน

ราศี

คุณสมบัติเกษตรภายนอก

คุณสมบัติเกษตรภายใน

ดาวพระเคราะห์น้อย

ดาวพระเคราะห์น้อย


 ดาวเกษตรตัวนอกบอกว่าราศีนั้นมีคุณสมบัติภายนอกอย่างไร และดาวเกษตรตัวในจะบ่งบอกว่าเจ้าชะตาจะเป็นอย่างไร  และถ้านำหลักการนี้มาใช้กับดาวทิพย์ 4 ดวงหลังที่ท่าน Friedrich Siggruen ค้นพบ ก็จะได้  อาพอลลอน  ครองราศีมิถุน  กันย์  และแอดเมทตอส ครอง ราศี พฤษภ  ตุลย์, วอลคานุส  ครอง  ราศีเมษ  และราศี พิจิก  โพไซดอน  ครอง  ราศี มีน และราศี ธนู   

เมื่อปี  2473  เป็นปีที่มีการค้นพบดาว พลูโต  และในปี 2481 ก็ได้มีการพิมพ์ปฏิทินของดาวพลูโตขึ้น  ท่าน Witte ไม่มีเวลาพอจนกระทั่งท่านถึงแก่กรรมในปี  2484  แต่เหล่าสานุศิษย์ได้ได้เอาดาวพลูโตและดาวเนปจูน ใส่ในดวงราศีจักรโดยไม่คิดให้รอบคอบโดยให้ดาวพลูโตเป็นเกษตรของราศีพิจิกและราศีเมษและ คิวปิโดเป็นเกษตรของ ราศีพฤษภและราศีตุลย์  ถ้าท่าน Witte ยังมีชีวิตอยู่  ท่านคงพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ  และพิจารณาเรื่องราศีของดาวทิพย์ใหม่(เกี่ยวกับปฏิทินดาวและวงรอบด้วย)เมื่อเปรียบเทียบกับดาวพลูโต  แต่โชคไม่ดี ชีวิตของท่าน Witte ได้มาถึงจุดจบอย่างน่าเศร้า เมื่อท่านผู้นำ Hitler มีอำนาจเต็มในเยอรมัน  Hamburg School  เป็นของต้องห้ามในเวลานั้น  ท่าน Witte และครอบครับถูกกักตัวอยู่ในค่ายกักกัน  ซึ่งเป็นสาเหตุให้ท่านมาถึงจุดจบของชีวิตที่น่าเศร้าในวันที่  4  สิงหาคม  2484  เวลา  4.01 น. ณ Hamburg  เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวไม่ถูกบีบคั้นอย่างแรงจากอำนาจของรัฐ  เหล่าศิษย์คนสำคัญหลายคนถูกจับเข้าค่ายกักกันพวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแต่ในหัวใจยังมีโหราศาสตร์ระบบของท่าน Witte  อยู่เต็มๆ ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงวิชาโหราศาสตร์ให้เป็นโหราศาสตร์แห่งคริสศตวรรษที่ 20 โดยแท้จริงและหลังจากท่าน Witte จากไป ครึ่งศตวรรษ ยูเรเนี่ยนก็เป็นที่ประจักรแก่ชาวโลกว่าเป็นโหราศาสตร์ที่เชื่อถือได้

ตามที่กล่าวมาแล้วนี้  เราต้องขอบคุณนักโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนรุ่นบุกเบิก และที่ยังมีชีวิตอยู่  และ Hamburg School of Astrology ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  แต่ถึงแม้ว่านักโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน(ยึดถือระบบของท่าน Witte)แต่ก็ยังพัฒนาทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องโดยใช่บทเรียนของ Hamburg School of Astrology เป็นแม่บท สานุศิษย์ที่สำคัญและไปไกลก็คือ  Rienhold Ebertin ซึ่งเป็นเจ้าสำนัก Cosmobiology  ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสหรัฐ  ท่าน Ebertin  ไม่เห็นด้วยในหลักการหลายๆหลักการของท่าน Witte ท่าน Ebertin ได้สร้างหลักการที่สำคัญคือ หลักการสมดุลและศูนย์รังสี และพยายามให้ใช้เทคนิคในทางโหราศาสตร์ดูง่ายและไม่ลึกซึ้งมากเกินไป  Cosmobiology  ไม่ใช้ดาวทิพย์ของ ท่าน Witte และไม่ใช้ระบบเรือนชะตา เพราะสาเหตุนี้ Cosmobiology จึงแพร่หลายกว่า Hamburg School    ต่อมา  ท่าน Hans Niggemann เป็นผู้ที่ทำให้โหราศาสตร์แบบของท่าน Witte แพร่หลายและเป็นที่นิยมในสหรัฐ  และท่าน ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงพัฒนาโหราศาสตร์แบบของท่าน Witte ซึ่งทำให้ท่าน Niggermann  ในได้รับความนับถืออย่างสูง  เทคนิคที่ท่านพัฒนามาเรียกว่าโหราศาสตร์ ยูเรเนี่ยน  เพราะสาเหตุนี้ทาง Hamburg School ไม่ยอมรับและต่อต้านท่านเป็นเวลานานแม้จนขณะนี้ความรู้สึกนี้ก็ยังมีอยู่

พูดถึงเรื่องปฏิวัติโหราศาสตร์ตามความคิดของท่าน Witte  นักโหราศาสตร์มักจะอดนึกถึงความเคยชินในโหราศาสตร์แบบดั้งเดิมไม่ได้  ไม่ว่าแบบ Hamburg หรือแบบอื่นๆที่แตกออกมา  ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรใหม่  ระบบของ Hamburg เริ่มมาจากเส้นระวิมรรค  ท่าน Witte พูดถึงจุดเจ้าชะตา 6 จุด และเรือนชะตา 6 แบบ  ทำให้เราพิจารณาจุดหรือเรือนชะตาเหล่านั้นได้ในหลายแง่มุม  ทั้ง เส้นระวิมรรค  เส้นศูนย์สูตรฟ้า จุดตรงศีรษะ ฯลฯ  ศูนย์รังสี และอื่นๆที่ทำให้เกิดสูตร a+b=c+d  จากสูตรเหล่านี้ทำให้เราต้องพิจารณาดวงในหลายแง่มุม  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามาเปลี่ยนสูตร 2a=c+d  เป็น a-c=d-a  การทำมุมของ a-c จะอยู่ในสถานะหนึ่งไม่เหมือนของ d-a  ความสมดุลของดวงจะต้องคล้องจองกันในดวงกำเนิด  ดังนั้นการพิจารณาดวงต้องพิจารณากันอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะการทำมุมต่างๆรวมทั้งมุมแบบดั้งเดิมด้วย 

แน่นอนท่าน Witte ต้องเข้าใจปัญหานี้  ท่านพยายามทำให้การคำนวณในเรื่องสูตรต่างๆเหล่าเป็นไปอย่างง่ายๆ เพราะในสมัยนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่มี  ท่าน Witte ได้สร้างสูตรอย่างง่ายๆและเป็นตะรางสำเร็จ เรานักโหราศาสตร์ในสมัยนี้เรามีคอมพิวเตอร์ มีเครื่องคิดเลขอิเล็คโทรนิค  เราควรทำให้โหราศาสตร์เป็นโหราศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์โดยสมบูรณ์แบบได้

ในบทสรุปจำเป็นที่จะต้องพูดว่าท่าน Witte เป็นปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์โดยแท้จริง  ท่านได้เอาความคิดและที่ค้นพบมาประยุกต์เข้ากับโหราศาสตร์ได้อย่างดีและท่านมีความรู้ทางโหราศาสตร์ดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง ท่านมีความรู้ทางการคำนวณ  ดาราศาสตร์  ปรัชญา  ความรู้และระบบโหราศาสตร์ของท่านยังใช้ได้และยังใช้ได้ไปอีกนานเท่านาน 

ขอให้นักโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนจงมาช่วยกันสืบสานความปรารถนาของท่าน Witte ที่ว่านักโหราศาสตร์ควรจะมีที่ยืนในสังคมอย่างสง่างาม

เรายังมีภารกิจอีกมากเพื่อท่าน Witte จงก้าวหน้าอย่างมั่นคง มีหลักเกณฑ์

อย่าหยุดอยู่กับที่  อย่าติดยึด  ยูเรเนี่ยนต้องก้าวหน้า 

ขอบคุณและสวัสดี

ดวงกำเนิด
จานหมุน 360 องศา

ดวงกำเนิด
จานหมุน 90 องศา